บัตรทอง 30 บาท หลังวิกฤตโควิด เน้นขยายบริการปฐมภูมิ เพิ่มประสิทธิภาพเบิกจ่าย

15.01.23 | 15:03 น.

เดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านไป มีความสำคัญอย่างยิ่งกับ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าŽของคนไทย เพราะมี วันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโลกŽ ตรงกับวันที่ 12 ธ.ค.ของทุกปี

 

ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันร่วมกับสหประชาชาติในการกำหนดวันดังกล่าว เพื่อกระตุ้นและสร้างความตระหนักให้กับนานาประเทศเร่งสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพให้ประชาชน สร้างโลกที่ดีกว่าเดิม ที่ทุกคนจะสามารถมีสุขภาพดีโดยไม่ต้องคำนึงถึงฐานะทางการเงิน

ในปี 2565 นับเป็นปีที่มีความพิเศษ ด้วยระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท เดินมาครบรอบ 20 ปี เท่ากับอายุของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 พ.ย.2545 โดยมีบทบาทและหน้าที่บริหารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

Advertisement

จนถึงวันนี้ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้พัฒนาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวไปสู่ความเป็น รัฐสวัสดิการŽ ที่มีกลไกการบริหารจัดการและการเงินเข้มแข็ง สามารถดูแลสิทธิสุขภาพคนไทยมากกว่า 47 ล้านคน หรือร้อยละ 70 ของประชากรประเทศ ทั้งยังทำให้ไทยอยู่ในแถวหน้ากลุ่มประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสร้างหลักประกันสุขภาพ ทั้งที่ไม่ได้เป็นประเทศร่ำรวย

ด้วยความสำเร็จนี้ ทำให้นานาประเทศตั้งคำถามว่า ไทยทำได้อย่างไร?Ž โดยเฉพาะในช่วงกำเนิดหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นช่วงเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 และต้องเร่งฟื้นฟู แน่นอนว่า ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าคือหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ แต่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดการวางแผนทางนโยบายที่ดี การออกแบบกลไกทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมจากประชาชน

แรกเริ่มในการระดมสมองเพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้ร่วมผลักดันได้มุ่งเน้นความแข็งแกร่งใน 3 ประเด็นหลักในการขับเคลื่อน ได้แก่ ความครอบคลุมประชากร ความครอบคลุมบริการสุขภาพ รวมถึงกลไกการเงิน ซึ่งในความครอบคลุมนี้ ระบบจะต้องครอบคลุมประชาชนทุกคนที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพรองรับ และต้องครอบคลุมบริการที่จำเป็นสำหรับทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่สุขภาพแม่และเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ วัคซีน โรคทั่วไป ไปจนถึงโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่าง เอชไอวี/เอดส์ ไตวาย มะเร็ง และการผ่าตัดเฉพาะทาง ขณะที่ด้านการเงินจะต้องเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้รับบริการ

ทั้ง 3 ประเด็นหลักนี้ จนถึงปัจจุบันยังคงเป็นหัวใจในการรุกก้าวของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยในช่วง 2 ทศวรรษมานี้ สปสช.ได้พัฒนาการบริหารจัดการและสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ สถานการณ์สุขภาพที่เปลี่ยนแปลง และความต้องการบริการสุขภาพใหม่ๆ รวมถึงวิกฤตโรคระบาดที่ไม่คาดฝัน

สำหรับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นับเป็นสถานการณ์ที่ได้ตอกย้ำว่า หลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีความพร้อมในการรับมือทุกวิกฤตสุขภาพ โดย สปสช.ได้ปรับวิธีบริหารจัดการและรูปแบบการจ่ายเงินที่เหมาะสมทำให้ประชาชนยังคงเข้าถึงบริการสุขภาพได้ เช่น สนับสนุนการจัดส่งยาทางไปรษณีย์ ดึงร้านยามาดูแลผู้ป่วยโควิด-19 และการขยายบริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เป็นต้น

พร้อมกันนี้ สปสช. ได้ใช้โอกาสนี้จัดทำแผนยกระดับบริการปฐมภูมิทั่วประเทศ โดยดึงคลินิกเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลประชาชนให้มากขึ้น ร่วมกับเดินหน้า 30 บาทรักษาที่หน่วยบริการปฐมภูมิทุกที่ ตามนโยบายยกระดับบัตรทอง สู่หลักประกันสุขภาพยุคใหม่ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ผู้ป่วยสามารถขอรับบริการปฐมภูมิในทุกหน่วยบริการภายใต้ระบบได้ ไม่ถูกจำกัดจุดรับบริการเฉพาะที่หน่วยบริการที่ลงทะเบียนอย่างในอดีต ช่วยให้เกิดการเข้าถึงบริการเพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในวันนี้ เราเชื่อมั่นว่า สามารถเกิดขึ้นที่ประเทศอื่นได้เช่นกัน โดยวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาเป็นโอกาสที่ดี ทำให้นานาประเทศที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงหันมาเร่งสร้างหลักประกันสุขภาพที่เข้มแข็งให้กับประชาชนสู่คุณภาพชีวิตที่ดี