ผู้เชี่ยวชาญชี้โฆษณา “รถครอบครัว” ส่อผิด กม.เหตุเข็มขัดนิรภัยไม่รองรับเด็กต่ำกว่า 135 ซม.

21.02.23 | 16:23 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้โฆษณา “รถครอบครัว” ส่อผิด กม.เหตุเข็มขัดนิรภัยไม่รองรับเด็กต่ำกว่า 135 ซม.

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2566) รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว “ม.มหิดล ห่วงใยเด็กปลอดภัยเมื่อใช้คาร์ซีท” ว่า จากกรณีข่าวพ่อขับรถกระบะป้ายแดงเกิดอุบัติเหตุชนขอบทางด่วนอย่างแรง ส่งผลให้ลูกอายุ 6 ขวบ กระเด็นออกจากรถตกทางด่วนเสียชีวิตนั้น ต้องของแสดงความเสียใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก อย่างไรก็ตาม ในเรื่องความปลอดภัยของเด็กที่โดยสารรถยนต์นั้น ปัจจุบันมีการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจราจรทางบก ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 มีผลบังคับใช้วันที่ 5 ธันวาคม 2565 กำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ใช้ที่นั่งนิรภัยตั้งแต่แรกเกิด และเด็กความสูงต่ำกว่า 135 เซนติเมตร (ซม.) ซึ่งเป็นความสูงเฉลี่ยของเด็กอายุ 9 ปี ต้องใช้ที่นั่งเสริม หรือเข็มขัดนิรภัยขึ้นกับอายุของเด็ก

“แม้จะมีข้อกฎหมายออกมาแล้ว แต่ต้องขอทำความเข้าใจกับสังคมว่า ที่นั่งนิรภัย หรือที่นั่งเสริมมีความจำเป็นเมื่อรถเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็วระดับหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนแปลงความเร็วกระทันหัน เช่น 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (กม./ชม.) แล้วเปลี่ยนเป็น 0 จากการชน เบรก กระแทกต่างๆ ทั้งสิ่งของและคนในรถจะเคลื่อนที่ต่อด้วยความเร็วเท่าเดิม ทำให้เด็กยังเคลื่อนตัวต่อด้วยความเร็วเท่าเดิม คือ 80-100 กม./ชม. ซึ่งก็จะเหินลอยชนโครงสร้างรถยนต์ทะลุกระจกออกนอกรถ นี่คือสิ่งที่เห็นตลอดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จะเห็นภาพเด็กอยู่นอกรถยนต์ แต่ถ้าไม่ต้องการให้กระเด็นออกนอกรถ ต้องมีระบบยึดเหนี่ยว ซึ่งรถยนต์ทุกประเภทมีระบบยึดเหนี่ยวที่เป็นมาตรฐานระบบเดียวคือ เข็มขัดนิรภัย” รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าวว่า เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกประเภท ไม่สามารถใช้ได้สำหรับเด็กที่สูงน้อยกว่า 135 ซม. หรือเด็กอายุประมาณ 9 ขวบ รถประเภทนี้จึงไม่สามารถโฆษณาว่าเป็นรถครอบครัวได้ตราบใดที่ไม่แนะนำให้มีระบบยึดเหนี่ยวเพิ่มเติม หรือที่นั่งนิรภัย หรือที่นั่งเสริม ผู้ขายมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องบอกผู้บริโภคว่า สินค้าชิ้นนี้ไม่เหมาะเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี หรือสูงน้อยกว่า 135 ซม. หากโฆษณาว่าเป็นรถครอบครัวถือว่าผิด

“ต้องขอให้หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคลงไปตรวจสอบเรื่องนี้ สำหรับที่นั่งนิรภัย/ที่นั่งเสริม กรณีเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ จะเป็นแบบที่นั่งที่หันไปด้านหลังรถ มีระบบยึดเหนี่ยวตัวเด็ก และยึดที่นั่งกับตัวรถ อายุ 2-6 ปี จะเป็นแบบหันไปด้านหน้ารถ มีระบบยึดตัวเด็กและยึดที่นั่งกับรถ ส่วนอายุ 4-11 ปี จะมีแบบที่นั่งเสริม ที่ใช้เข็มขัดนิรภัยล็อกเด็กไปพร้อมกับที่นั่ง สำหรับรถกระบะ หรือปิกอัพที่ไม่มีที่นั่งตอนหลังจะทำอย่างไร ถ้านำที่นั่งนิรภัยมาติดตั้งตอนหน้า สามารถติดตั้งได้ แต่จะต้องไม่มีถุงลมนิรภัยด้านข้างคนขับ หรือเป็นรุ่นที่ปิดการทำงานได้ เพราะหากวางที่นั่งนิรภัยลงไป จะเสมือนแม่อุ้มลูกนั่งบนตัก เมื่อถุงลมระเบิดออกมา จะกระแทกตัวเด็กที่นั่งบนที่นั่งนิรภัย ซึ่งระยะห่างจะน้อยกว่า 25 ซม.ที่เป็นระยะที่ปลอดภัย ทำให้เด็กบาดเจ็บและเสียชีวิตได้ ซึ่งเคยพบเสียชีวิตจากกรณีเช่นนี้ถึงอายุ 13 ปี ส่วนกรณีติดตั้งไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าจะห้ามเอารถมาขับ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกกฎหมายลูก จึงแนะนำให้ปฏิบัติลดความเสี่ยง โดยการขับชิดซ้าย ใช้ความเร็วจำกัด” รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าวว่า การกำหนดให้ใช้คาร์ซีทเป็นกฎหมายแบบละเมิดสิทธิ แต่เป็นการใช้อำนาจเพื่อความปลอดภัยของประชาชน แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องไม่เป็นภาระให้ประชาชนด้วย ดังนั้น รัฐจึงได้ลดภาษีนำเข้า ทำให้ราคาคาร์ซีทในท้องตลาดลดลงต่ำมาก ในระดับมาตรฐานพอใช้ได้ ราคาพันกว่าบาท หากเทียบกับราคารถยนต์แล้วต่างกันมาก แต่ควรต้องดำเนินการเพิ่มเติม สนับสนุนประชาชนเข้าถึงให้มากขึ้น

Advertisement