เครือข่ายสุขภาพยันเก็บภาษีน้ำตาลลดโรค ลุ้น! เมษาฯ ขึ้นรอบ 3

23.02.23 | 16:54 น.

เครือข่ายสุขภาพยันเก็บภาษีน้ำตาลลดโรค ลุ้น! เมษาฯ ขึ้นรอบ 3

หลังจากประเทศไทยได้ออกกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560  ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 ในการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มโดยจัดเก็บอัตราตามมูลค่าและตามปริมาณน้ำตาลของเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งจัดเก็บภาษีตามปริมาณน้ำตาลของเครื่องดื่มผงและเครื่องดื่มเข้มข้นเพิ่มเติม โดยภาษีจะเพิ่มขึ้น และปรับเพิ่มภาษีทุก 2 ปี จนถึงปี 2564 ซึ่งเก็บภาษีหลังการออกมาตรการในปีแรกที่ปริมาณน้ำตาล ร้อยละ 10 และปรับเพิ่มภาษีทุก 2 ปี จนถึงปี 2568 จะเก็บที่ปริมาณน้ำตาลร้อยละ 6 นั้น

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2566) ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม กรรมการสมาคมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และผู้จัดการโครงการเครื่อข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเก็บภาษีน้ำตาล เฟส 3 ในเดือนเมษายน 2566 ว่า ที่ผ่านมา ขอบคุณรัฐบาลที่จริงจังเก็บภาษีน้ำตาล ซึ่งทำให้คนไทยบริโภคน้ำตาลลดลง เป็นผลดีต่อสุขภาพ ทำให้แนวโน้มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ลดลงอย่างต่อเนื่อง

“จากการทำวิจัยเรื่องมาตรการภาษีกับภาคอุตสาหกรรม ชี้ชัดว่า ตั้งแต่ปี 2561 เริ่มจัดเก็บภาษีความหวาน หรือภาษีน้ำตาลช่วงที่ 1 จนปี 2562 จัดเก็บภาษีความหวานช่วงที่ 2 พบว่า ภาพรวมรายได้ภาษีของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าการขึ้นภาษีจะไม่มีผลต่อราคาขายปลีกในปีแรกๆ แต่มาตรการภาษีก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม มีการปรับตัวโดยปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีน้ำตาลเข้าใกล้ 6 กรัม การบริโภคน้ำตาลทางอ้อมของไทยลดลงในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อาหาร และผลิตภัณฑ์นม ตอกย้ำความสำเร็จของมาตรการภาษี” ทพญ.ปิยะดา กล่าวและว่า ฉะนั้น ตามที่มีกระแสข่าว รัฐบาลกำลังทำเรื่องไปยังกระทรวงการคลังให้ชะลอการเก็บภาษีน้ำตาล เฟส 3 อยากให้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง

ทพญ.ปิยะดา กล่าวถึงการใช้นโยบายการคลังเพื่อเก็บภาษีสินค้าเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลในปริมาณสูง ว่า น้ำตาลเป็นส่วนประกอบของอาหารที่หากบริโภคมากไปจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ฟันผุ อ้วน เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด โดยองค์การอนามัยโลก มีคำแนะนำว่า บุคคลไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 50 กรัมต่อวัน เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกิดจากน้ำตาล เช่น โรคอ้วน เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด หรือบริโภคน้ำตาล (added sugar) ในปริมาณไม่เกิน 25 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 6 ช้อนชา เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยง และจากข้อมูลในปี 2564 พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 23.7 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 4 เท่า ฉะนั้น มาตรการภาษีและราคา จึงเป็นหนึ่งมาตรการที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า ได้ผลดีในการจัดการปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คุ้มทุน ต้นทุนต่ำ และสามารถขยายผลได้

Advertisement

ของขวัญสุขภาพที่รัฐบาลให้ประชาชน เป็นผลงานที่ชัดเจนหลังขึ้นภาษี เป็นผลงานที่ทำให้ไทยได้รางวัล  United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76  เมื่อปี 2564 โดยกรมอนามัย สธ.ได้รับรางวัลในหมวดภาครัฐด้านสาธารณสุข ที่มีผลงานโดดเด่นในการผลักดันนโยบาย ภาษีเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย  ซึ่งผู้นำในภูมิภาคอาเซียน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ กำลังเริ่มจัดเก็บภาษีน้ำตาลแบบบ้านเรา” ทพญ.ปิยะดา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ในภาพรวมราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7 และ ร้อยละ 18.1 ตามลำดับ 2.เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำนวนชนิดของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 ในขณะที่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมีสัดส่วนลดลง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร มีสัดส่วนลดลงมากที่สุด และ 3.สัดส่วนรายได้จากภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมด

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยผลการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวัน ในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป เมื่อปี 2563 พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 โดยเครื่องดื่มที่มีการบริโภคลดลงมากที่สุดพบว่า เครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋อง มีสัดส่วนการบริโภคลดลงมากที่สุด ร้อยละ 17.7 ตามด้วยเครื่องดื่มสมุนไพร ร้อยละ 10 และน้ำผลไม้แบบกล่อง ร้อยละ 9.2 ตามลำดับ