หมอสูติฯ เผยไทยผ่าคลอดพุ่ง 50% สวนคำแนะนำฮู ชี้เสี่ยงสูง ตั้งเป้าลดเหลือ 15%

1.03.23 | 12:50 น.

หมอสูติฯ เผยไทยผ่าคลอดพุ่ง 50% สวนคำแนะนำฮู ชี้เสี่ยงสูง ตั้งเป้าลดเหลือ 15%

วันนี้ (1 มีนาคม 2566) นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และโฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการผ่าตัดคลอด ว่า ปัจจุบันอัตราการผ่าตัดคลอดของประเทศไทยประมาณร้อยละ 50 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เราอยากลดอัตราการผ่าตัดคลอดให้อยู่ในตัวเลขที่เหมาะสม ซึ่งองค์การอนามัยโลกอยากให้การผ่าตัดคลอดอยู่ที่ร้อยละ 15 จึงเริ่มดำเนินการ 1.ให้ความรู้ระหว่างตั้งครรภ์ในโรงเรียนพ่อแม่ ว่า ข้อดีข้อเสียการผ่าตัดคลอดคืออะไร เวลาไปห้องคลอดจะเจออะไรบ้าง เมื่อมีประสบการณ์และทัศนคติที่ดี จะทำให้ความกลัวห้องคลอดธรรมชาติลดลง 2.เพื่อนคู่คลอด ให้สามีไปอยู่ในห้องคลอดด้วย หรือคนที่แม่ตั้งครรภ์สบายใจ ซึ่งคนๆ นี้ก้ต้องเข้าโรงเรียนพ่อแม่เช่นกัน จะได้รู้ว่ามีกระบวนการอะไร และ 3.มีการระงับปวดระหว่างอยู่ในห้องคลอดธรรมชาติ ในต่างประเทศมีตัวเลือกวิธีแก้ปวดมาก ของไทยเพิ่มการฉีดยาแก้ปวดบางตัวที่ทำให้ปวดน้อยลงระหว่างคลอด และคิดว่าการมีกิจกรรมเหล่านี้ทำให้การคลอดเองมีความสำเร็จมากขึ้น” นพ.โอฬาริก กล่าว

สูตินรีแพทย์ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า เหตุผลที่ไม่ส่งเสริมให้ผ่าตัดคลอด เพราะการผ่าตัดคลอดมีผลเสียต่อแม่และทารกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นของแม่ คือ โอกาสเสียเลือด แผลติดเชื้อ อันตรายต่ออวัยวะข้างเคียงมากขึ้น ส่วนทารกเมื่อออกมา เวลาดูดนมจากเต้าน้อยลง

Advertisement

“เวลาคลอดลูก ทารกควรจะได้รับนมแม่ทันที แต่ถ้าแม่ผ่าตัดคลอดดมยาสลบ ก็สะลึมสะลือ ไม่สามารถให้นมลูกได้ การให้นมแม่ก็ลดลง นอกจากนี้ ลูกที่คลอดออกมาจะได้รับเชื้อแบคทีเรียตัวดีลดลง ซึ่งจะได้รับเมื่อคลอดออกมาผ่านช่องคลอด แต่การผ่าตัดคลอดไม่ได้แบคทีเรียตัวดี ซึ่งการไม่ได้ จะทำให้ทารกมีโอกาสเกิดภูมิแพ้มากขึ้น ส่วนที่ว่า ทุกวันนี้เด็กป่วยง่าย ป่วยบ่อยมากจากการผ่าตัดคลอดหรือไม่นั้น ยังฟันธงชัดไม่ได้ เพราะอย่างแบคทีเรียตัวดีที่ทำให้สุขภาพแตกต่างกันก็เป็นในช่วงแรก เขาสามารถไปทันกันได้ที่ 7 ขวบ แต่หากเด็กโตขึ้น เช่น 10 ขวบ แล้วบอกว่าเด็กผ่าตัดคลอดกับคลอดเองต่างกัน ยังเคลมไม่ได้ขนาดนั้น” นพ.โอฬาริก กล่าว

นพ.โอฬาริก กล่าวว่า ส่วนผลกระทบระยะยาว แน่นอนว่าแม่ท้องลูกคนถัดไปยากขึ้น มีโอกาสเกิดภาวะรกฝังลึกเกาะแน่น ครั้งต่อไปต้องผ่าตัดคลอด บวกกับมีโอกาสตัดมดลูก

“เหมือนต้นไม้ฝังรากแก้วเข้าไปข้างในดึงไม่ออก ต้องผ่าตัดมดลูกออกเลย หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง เลือดออกกระปริบกระปอยก็มีได้ บางทีเราไม่มีเวลาให้ข้อมูลเหล่านี้กับคุณแม่ในการตัดสินใจ บางคนปักธงมาแล้วก็ต้องให้ข้อมูลซ้ำๆ บ่อยๆ ปัจจุบันประเทศไทยทำงานวิจัยกับองค์การอนามัยโลก มี 8 โรงพยาบาลในประเทศไทยที่ดำเนินการ 3 เรื่องนี้ เพื่อให้อัตราการผ่าตัดคลอดเป็นปกติ ซึ่งเรามีการคุยกันทั้งระดับนโยบาย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ และภาคเอกชน” นพงโอฬาริก กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหามาจากความเชื่อเรื่องฤกษ์เกิดด้วยหรือไม่ นพ.โอฬาริก กล่าวว่า ก็เป็นส่วนหนึ่ง โดยปัจจัยเกิดจาก 2P คือ 1.Pregnant หรือตัวคนท้องเอง และ 2.Provider ผู้ให้การรักษา บางคนเรื่องของความเชื่อ บางคนเป็นเรื่องของการจัดการเวลา (Time Management)

“หญิงตั้งครรภ์บางคนอยู่คนเดียว แฟนอยู่คนละจังหวัด ไม่รู้ว่าเจ็บท้องกลางคืน ใครจะมาส่ง เราก็ให้ข้อดีข้อเสีย สุดท้ายตัดสินใจร่วมกันกับคนไข้ว่าจะเลือกคลอดแบบไหน ซึ่งแบบนี้จะดีกว่าในการผ่าตัดคลอด แต่การผ่าตัดต้องทำในช่วงเวลาที่มีความพร้อม เช่น กลางวัน หมอพร้อม ห้องเลือดพร้อม วิสัญญีพร้อม หมอเด็กพร้อม เพราะเหตุการณ์วิกฤตสามารถเกิดขึ้นได้” นพ.โอฬาริก กล่าว

เมื่อถามถึงข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องผ่าตัดคลอด นพ.โอฬาริก กล่าวว่า มี เช่น รกอยู่ด้านล่าง ขวางช่องคลอดไว้ คลอดเองไม่ได้ หรือบางคนมีก้อนที่บริเวณช่องคลอด หรือฝาแฝดที่คนแรกเอาก้นลง อีกคนเอาหัวลง ซึ่งหมอจะกลัวคางไปเกยกัน คนแรกคลอดแล้วจะติดออกมา แต่ถ้าเด็กเอาหัวลงทั้งสองคน ก็คลอดเองได้ เด็กคลอดท่าก้นจริงๆ คลอดเองได้ แต่ปัจจุบันนิยมผ่าตัดคลอดมากกว่า รวมถึงกรณีเด็กนอนขวางก็ต้องผ่าคลอด โดยส่วนใหญ่เด็กจะเอาหัวลงตอนคลอด แต่ก็จะมีบางทีที่เด็กหมุนไปหมุนมาทำให้เด็กอยู่ในท่าขวาง ส่วนคนที่เคยผ่าตัดคลอดกลับมาคลอดเองได้แต่จะมีวิธีการคำนวณอยู่