สปสช.จ่อออกพระราชกฤษฎีกาแก้ปม 70 ล้านคน ใช้งบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค 5.1 พันล้าน ยันเข้าบอร์ด 13 มี.ค.นี้ ก่อนชง ครม.เห็นชอบประกาศใช้ทั่วประเทศ
ความคืบหน้ากรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีคำสั่งให้ทบทวนร่างหลักเกณฑ์การบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ปีงบประมาณ 2566 ของสำนักงานหลักประกันตนสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในส่วนของงบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค (PP) วงเงิน 5,146.05 ล้านบาท ที่ให้ครอบคลุมไปถึงสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และประกันสังคม เนื่องจากเกรงว่าอาจจะเข้าข่ายผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2548 ทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณส่วนดังกล่าวครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้ประกันตน และกลุ่มที่ใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการทั่วประเทศ ซึ่งล่าช้าไปร่วม 5 เดือนแล้วนั้น
วันนี้ (1 มีนาคม 2566) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับกองทุนหลักประสุขภาพแห่งชาติ เป็นรากฐานที่มั่นคงของระบบสาธารณสุขไทย เพื่อดูแลประชาชนด้านสุขภาพไม่ให้ล้มละลายจากการรักษาโรคภัยต่างๆ งบประมาณที่นำมาใช้ก็เป็นงบประมาณแผ่นดิน ฉะนั้น ความถูกต้องด้านกฎหมายจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้การใช้งบเกิดประโยชน์และถูกต้องตามกฎหมาย

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารีย์ เลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า ตามที่มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 มอบให้ สปสช. หารือร่วมกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และกรมบัญชีกลาง ได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะหาทางออกในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงเท่าเทียม จึงเตรียมจะออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถได้รับสิทธิประโยชน์สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบของ สปสช.ได้ ซึ่งมีทั้งเรื่องการฉีดวัคซีน การตรวจคัดกรองโรคต่างๆ
“ขณะนี้ สปสช.ได้รับหนังสือตอบกลับจากทั้ง 2 กองทุน ยินยอมให้มีการออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้งบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคสามารถดูแลได้ครอบคลุมไปถึงประชาชนในสิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ขั้นตอนหลังจากนี้คือ การนำร่างพระราชกฤษฎีกาเข้าบอร์ด สปสช. ในวันที่ 13 มีนาคมนี้ และคาดว่ารัฐมนตรีว่าการ สธ.จะสามารถนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 14 มีนาคมนี้ต่อไป เพราะเป็นเรื่องงบประมาณ เรื่องนี้ สปสช.มองว่าเป็นโอกาส จึงใช้มติ ครม.ดังกล่าวมาเป็นทางออกในการคลายความกังวลเรื่องกฎหมาย มองอีกมุมคือ 20 ปีที่ผ่านมา สปสช.ไม่เคยได้ฉันทามติร่วมจาก 3 กองทุน ในการออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อปลดล็อกให้งบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคสามารถดูแลประชาชนได้ครอบคลุม 70 ล้านคน ไม่ใช่เพียงประชาชนสิทธิบัตรทอง 30 บาท อย่างเดียว” นพ.จเด็จ กล่าวและว่า หลังจากออกพระราชกฤษฏีกาเรียบร้อยแล้ว โดยงบทั้งหมดจะมาจาก สปสช.เหมือนในอดีต เพียงแต่การออกพระราชกฤษฎีกาครั้งนี้จะทำให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด สปสช.ได้เชิญผู้ที่สนใจร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ “ร่างพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้รับบริการสาธารณสุขเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการสาธารณสุขอื่นที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต พ.ศ. …” (ตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) รวม 6 ฉบับ “บริการสร้างเสริมสุขภาพฯ” โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน 6 กลุ่ม ตั้งแต่บัดนี้ ถึง วันที่ 10 มีนาคม 2566 ยกเว้น กลุ่มผู้ประกันตนที่สิ้นสุดวันที่ 13 มีนาคม 2566

1.ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=MTYwMURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=
2.ผู้ประกันตน https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=MTYwM0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=
(เปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566- วันที่ 13 มีนาคม 2566)
3.พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ http://law.go.th/listeningDetail?survey_id=MTYwOURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=
4.ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานอื่นของรัฐ http://law.go.th/listeningDetail?survey_id=MTYxMERHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=
5.พนักงานเมืองพัทยา http://law.go.th/listeningDetail?survey_id=MTYwN0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=
6.ผู้มีสิทธิเบิกจ่ายเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของกรุงเทพมหานคร http://law.go.th/listeningDetail?survey_id=MTYwNkRHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

