แพทย์รณรงค์หญิงไทยตรวจคัดกรอง HPV DNA ลดเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

แพทย์รณรงค์หญิงไทยตรวจคัดกรอง HPV DNA ลดเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมะเร็งวิทยานรีเวช หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาภรณ์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ให้สัมภาษณ์ในประเด็น “Women’s Health in Thailand – What Can Be Done to Provide Better Care for Women to Achieve Elimination of Cervical Cancer: เหลียวหลังแลหน้าเพื่อหาวิธีพิชิตภารกิจกำจัดมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันสตรีสากลของบริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่หวังสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้หญิงเห็นถึงความสำคัญของการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพื่อกำจัดให้มะเร็งปากมดลูกหมดไปจากประเทศไทย ว่า ปัจจุบันมะเร็งปากมดลูกพบบ่อยเป็นอันดับที่ 5 ในผู้หญิงไทย รองจาก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งปอด โดยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 9,158 ต่อปี และมีการเสียชีวิตประมาณ 4,705 ราย

“เนื่องจากมักตรวจพบมะเร็งปากมดลูกจะพบในระยะที่ 2 และระยะที่ 3  ค่อนข้างมาก ทำให้เห็นว่า ผู้หญิงไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการตรวจภายใน และมักจะเข้ารับการตรวจก็ต่อเมื่อพบสัญญาณอันตราย ทำให้อาจจะสายเกินกว่าที่จะรักษาไห้หายขาด ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจ Women’s Health in APAC Survey (วีเมนส์ เฮลธ์ อิน เอเชีย แปซิฟิก) ในผู้หญิงไทยจำนวน 320 คน ผ่านการสำรวจแบบดิจิทัลในช่วงปลายปี 2565 ที่พบว่าแม้ว่าผู้หญิงไทยร้อยละ 61 มองว่า พวกเธอค่อนข้างมีความรู้ ความเข้าใจในโรคมะเร็งปากมดลูก แต่ยังมีอีกร้อยละ 39 ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้น้อยมาก ขณะที่ร้อยละ 66 ของผู้หญิงไทย มั่นใจในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้อย่างเหมาะสมและสะดวกมากขึ้น รวมทั้งร้อยละ 83 ของผู้หญิงไทยมองว่าพวกเธอมั่นใจว่าจะได้รับการรักษา หากป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก” ผศ.นพ.ณัฐวุฒิกล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ ผศ.นพ.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ในภาพรวมมากกว่าครึ่งของผู้หญิงไทยที่เข้าร่วมการสำรวจนี้ มองว่าระบบเฮลท์แคร์ในไทยมีผลกระทบ (impact) ต่อสุขภาพสตรี (women’s health) เป็นอย่างมาก สอดคล้องกับนโยบายเชิงรุกในการรณรงค์ให้สตรีเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA (เอชพีวี ดีเอ็นเอ) ทั้งของภาครัฐและเอกชนในปัจจุบัน

“มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ เนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูกไม่ได้เกี่ยวกับพันธุกรรม แต่เกิดจากการติดเชื้อ HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งเชื้อ HPV (เอชพีวี) มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่มี 14 สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และสายพันธุ์ 18 ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกร้อยละ 70 ซึ่งถือว่าเป็นมะเร็งที่รู้การกำเนิดของโรคได้ชัดเจนกว่ามะเร็งบางชนิด ตรวจพบได้ง่ายกว่า แต่ในระยะแรกจะไม่มีอาการเลย ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วจึงควรเข้ารับตรวจคัดกรองเมื่อมีอายุ 25 ปี หรือภายหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์ 5 ปี ให้ตรวจครั้งแรก เพราะการมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียว ก็อาจเสี่ยงติดเชื้อได้ เมื่อได้รับเชื้อไวรัส HPV อาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในระยะเวลาประมาณ 5-10 ปี หากตรวจพบในระยะที่ 1 มีโอกาสรอดร้อยละ 90 แต่หากตรวจเจอระยะที่ 3 จะมีโอกาสรอดร้อยละ 50 หรือ 50:50 ดังนั้น หากตรวจพบเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงเร็วตั้งแต่เริ่มติดเชื้อ ก็สามารถทำการรักษา ทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้” ผศ.นพ.ณัฐวุฒิกล่าว

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า สำหรับวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกนั้น ที่ผ่านมา จะเป็นการตรวจด้วยวิธี Pap Smear (แปป สเมียร์) ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีทางเซลล์วิทยาโดยดูการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่มะเร็ง โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างเซลล์บริเวณปากมดลูก เพื่อส่งไปตรวจสอบในห้องปฎิบัติการเพื่อหาเซลล์ที่ผิกปกติผ่านกล้องจุลทรรศน์ และต้องตรวจทุกปี การตรวจแบบ PAP SMEAR จึงไม่ใช่การตรวจหาเชื้อ HPV และจะมีความไวในการตรวจเจอโรคร้อยละ 53 รวมถึงวิธีการตรวจด้วยน้ำส้มสายชู โดยการใช้น้ำส้มสายชูป้ายลงบนปากมดลูก แล้วสังเกตดูการเปลี่ยนแปลงของสีเยื่อบุปากมดลูก แต่ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ใช้การตรวจแบบ HPV DNA Test (เอชพีวี ดีเอ็นเอ เทสต์) ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจถึงระดับ DNA เพื่อหาเชื้อ HPV ชนิดที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อระบุหาความเสี่ยงของโรคมะเร็ง หรือภาวะก่อนมะเร็งในสตรี โดยแพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างแบบเดียวกันกับการตรวจแบบ PAP SMEAR แต่ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในห้องปฎิบัติการทางการแพทย์ เพื่อระบุหาเชื้อ HPV ที่มีความเสี่ยงสูงจาก DNA ของเชื้อโดยตรง มีความไวในการตรวจเจอโรคร้อยละ 92 และสามารถเว้นระยะการตรวจได้ถึง 5 ปี หากตรวจไม่พบเชื้อ

“สำหรับผู้หญิงบางคนที่มีความกังวล กลัวเจ็บ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนนั้น แพทย์จะเลือกขนาดเครื่องมือตรวจภายในที่เหมาะสม หากไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แพทย์จะเลือกใช้เครื่องมือขนาดเล็กทำให้แทบไม่เจ็บเลยในตอนที่ตรวจ ส่วนคนที่อายแพทย์ ปัจจุบันมีการตรวจด้วยวิธี HPV DNA Self-sampling (การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA แบบเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง) คือสามารถเก็บตัวอย่างด้วยตัวเอง ไม่เจ็บ มีความไวในการตรวจเจอโรคมากกว่าร้อยละ 90 ไม่ต่างจากการตรวจโดยแพทย์ สามารถขอตรวจด้วยวิธีนี้ได้ในโรงพยาบาล เมื่อเก็บตัวอย่างเสร็จแล้วก็นำมาให้เจ้าหน้าที่ส่งแล็บเพื่อตรวจวิเคราะห์ต่อไป ส่วนกลุ่มที่ไม่ยอมตรวจเพราะกลัวจะพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปากมดลูก กลัวการรักษานั้น อยากให้มองว่า การตรวจภายในเป็นเรื่องปกติเหมือนตรวจร่างกายประจำปี โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วควรไปตรวจ เพราะมะเร็งปากมดลูกสามารถตรวจพบได้ในหลายระยะ ตั้งแต่การพบเชื้อ HPV ตรวจพบเซลล์ผิดปกติ ซึ่งมะเร็งปากมดลูกในระยะก่อนมะเร็งจะไม่มีอาการ แต่เมื่อเกิดแผลที่ปากมดลูก หรือเกิดเป็นก้อนขึ้นมา จะมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์เพราะไปโดนก้อนเนื้อ ซึ่งเมื่อตรวจภายในจะเห็นเป็นก้อนว่าเป็นมะเร็งชัดเจน จึงไม่อยากให้เจอในระยะนี้ ดังนั้น อย่ารอจนเกิดอาการก่อน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเพราะหากเจอเชื้อเร็วจะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้” ผศ.นพ.ณัฐวุฒิกล่าว

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิกล่าวว่า สำหรับภารกิจกำจัดมะเร็งปากมดลูก ถือเป็นภารกิจที่ประชาคมโลกมีพันธกิจร่วมกันในการกำจัดโรคมะเร็งปากมดลูก โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2050 ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะลดลง 3.5 แสนคน และอัตราผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกจะลดลง 5 ล้านราย ในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยต้องทำให้ลดลงจนเป็นมะเร็งหายากในที่สุด โดยในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีอัตราผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีการรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนเอชพีวี และตรวจคัดกรองหาเชื้อเอชพีวี ซึ่งถือเป็นการป้องกันโรคได้ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีอุบัติการณ์โรคลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประเทศไทยมีระบบคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างเป็นทางการมาเกือบ 20 ปี ด้วยวิธีตรวจ แปป สเมียร์ (Pap Smear) และการใช้น้ำส้มสายชูป้าย หรือวีไอเอ (VIA) จนมาถึงการตรวจคัดกรองเพื่อหาดีเอ็นเอของเชื้อเอชพีวี หรือ HPV DNA ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราโรคที่ต่ำลงเรื่องๆ ต่ำกว่า 1 พันในอนาคต

“เวลาผู้หญิงป่วย 1 คน ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงป่วยคนเดียว แต่ยังหมายถึงครอบครัวด้วย เธออาจเป็นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่ มีสามี มีครอบครัวที่จะส่งผลกระทบต่อด้วย ดังนั้นขอฝากหลักในการพิชิตภารกิจกำจัดมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยไว้ 3 ข้อ คือ 1.ต้องให้ความรู้ ทั้งความรู้เรื่องมะเร็งปากมดลูกและความรู้เรื่องไวรัส HPV ว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก 2.ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนฟรีในเด็กผู้หญิงที่อยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 3.ตรวจคัดกรองเชื้อไวรัส HPV ซึ่งประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจากการตรวจ Pap Smear เป็นการตรวจแบบ HPV DNA Test และยังมี HPV Self-sampling การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยการเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยตนเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนกลัวเจ็บ คนที่อายแพทย์ เชื่อว่าหากทำทั้ง 3 ข้อได้สำเร็จ มะเร็งปากมดลูกจะเป็นมะเร็งที่พบได้ยากในอนาคต จึงอยากรณรงค์ให้ผู้หญิงไปตรวจคัดกรองกันให้มากขึ้น เพราะมะเร็งปากมดลูกป้องกันได้ และหากตรวจพบเร็วก็สามารถรักษาได้ ยิ่งระบบสุขภาพในบ้านเราครอบคลุมการตรวจเหล่านี้อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น บัตรทอง 30 บาท ประกันสังคม หรือข้าราชการ ต่างสามารถเข้าถึงการรักษาได้หมด” ผศ.นพ.ณัฐวุฒิกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image