บอร์ด สปสช.ถกนัดพิเศษพรุ่งนี้! ดันร่าง พ.ร.ฎ. งบ PP ปลดล็อก 18 ล้านคน จาก 2 กองทุนร่วมใช้
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2566 ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แถลงความคืบหน้าการจัดสรรงบประมาณสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค 3 กองทุน หรืองบพีพี (PP) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้ผู้มีสิทธิประกันสังคม ข้าราชการ ใช้บริการ โดยเตรียมเสนอร่างพระราชกฤษฎีกา มอบ สปสช.ดูแลงบสร้างเสริมสุขภาพแก่คนไทยทุกคน

นพ.โอภาสกล่าวว่า สำหรับระบบหลักประกันสุขภาพของคนไทยมี 3 กองทุน คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 48 ล้านคน กองทุนสำนักงานประกันสังคม 12 ล้านคน และกองทุนสวัสดิการข้าราชการ 6 ล้านคน เพื่อดูแลรักษาประชาชนคนไทยในเรื่องสุขภาพที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การรักษาพยาบาล และ 2.การส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เช่น การฉีดวัคซีน การให้ความรู้ก่อนที่จะเกิดโรค เพื่อให้คนไทยสุขภาพแข็งแรง ฉะนั้น การดูแลรักษาเวลาป่วยจะไม่มีปัญหาอะไร ส่วนที่มีปัญหาคือระบบส่งเสริมป้องกันโรค ที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีเขียนไว้ แต่อีก 2 กองทุนไม่มีกฎหมายรองรับ ทั้งนี้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กำหนดไว้ว่า กรณีการส่งเสริมป้องกันโรคสามารถดูแลแบบบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานอื่นได้ ตามมาตรา 66 ระบุว่า สามารถออกพระราชกฤษฎีการองรับให้กับกองทุนประกันสังคมและข้าราชการได้
นพ.โอภาสกล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2566 งบบัตรทองรวม รวม 2.4 แสนล้านบาท นั้น แบ่งเป็น งบรักษา 1.8 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 90 และงบส่งเสริมป้องกันโรคฯ 2.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10 ส่วนนี้แยกเป็นสิทธิบัตรทอง 16.2 ล้านบาท และอีก 5,000 ล้านบาท ของงบส่งเสริมป้องกันฯ จัดไว้เพื่ออีก 2 กองทุน ซึ่งส่วนนี้มีปัญหาและยังเข้าใจไม่ตรงกัน ดังนั้น หากออก พ.ร.ฎ. ตามมาตราที่ 66 ก็จะสามารถนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้กับ 2 กองทุนได้
“มีการคาดการณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในนัดถัดไป แต่หากเป็น ครม.รักษาการ ก็สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้” นพ.โอภาสกล่าว

ด้าน นพ.จเด็จกล่าวว่า ขณะนี้ สปสช. รับเป็นธุรการร่าง พ.ร.ฎ. สำหรับการใช้งบประมาณส่งเสริมป้องกันโรคฯ ออกมาเป็น 6 ฉบับ โดยแบ่งกลุ่มผู้จะได้รับสิทธิ กลุ่มที่ 1 ร่างฯสำหรับผู้ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการ ตามมาตรา 9 ซึ่งมาตรา 9 ยังมีแยกย่อยอีกหลายกลุ่มที่มีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง จึงออกมาเป็นกลุ่มที่ 2 ข้าราชการกรุงเทพมหานคร กลุ่มที่ 3 ข้าราชการสังกัดเมืองพัทยา กลุ่ม 4 พนักงานรัฐวิสาหกิจ กลุ่ม 5 องค์กรอิสระ ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มผู้ประกันตน ทั้งนี้ ได้อยู่ระหว่างการนำร่างฯทั้ง 6 ฉบับมาให้ประชาชนแสดงความเห็นผ่านทางเว็บไซต์ของ สปสช. และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ.ได้เร่งรัดให้มีการประชุมบอร์ด สปสช. เป็นวาระพิเศษ ในวันที่ 9 มีนาคมนี้ เวลา 16.30 น. เพื่อพิจารณาก่อนเสนอร่างฯเหล่านี้ให้รัฐมนตรีว่าการ สธ.เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ดำเนินการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่เครือข่ายภาคประชาชนหลายกลุ่ม จะเสวนาถึงประเด็นดังกล่าว ทาง สปสช.มีการสื่อสารถึงขั้นตอนตามกฎหมายอย่างไร นพ.จเด็จกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนได้สื่อสารไปยังรัฐสภาแล้ว ว่าจะมีการดำเนินการเรื่องนี้ในเดือนมีนาคม ซึ่งการออก พ.ร.ฎ. จะดีกว่าการใช้ระบบบริหารเป็นครั้งๆ ไป และการประชุมบอร์ดทุกครั้งจะมีการนำขึ้นเว็บไซต์ให้ประชาชนเข้ามาอ่านข้อมูลได้

