ไทย-สหรัฐ กระชับสัมพันธ์ สานต่อความร่วมมือสาธารณสุข ทำสุขภาพมั่นคงทั่วโลก

วันนี้ (14 มีนาคม 2566) ที่สถาบันบำราศนราดูร จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นายโรเบิร์ต เอฟ.โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย พญ.โรเชล วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (CDC) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมงานฉลองครบรอบความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา 190 ปี และ 43 ปี ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขไทยและสหรัฐ พร้อมถอดบทเรียนการต่อสู้กับโรคติดต่ออุบัติใหม่

นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา มีความร่วมมือด้านสุขภาพมายาวนานถึง 43 ปี
มีการแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ และข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับการป้องกันควบคุมโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ได้ทำงานร่วมกันไม่เพียงแต่พัฒนาขีดความสามารถการป้องกันควบคุมโรค
ในระดับประเทศ แต่ยังขยายไปยังระดับภูมิภาคและระดับโลกด้วย และเนื่องในโอกาสฉลองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย- สหรัฐอเมริกา ครบรอบ 190 ปี สธ.ไทย โดยสถาบันบำราศนราดูร จึงได้เชิญเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา และคณะจากสหรัฐ เยี่ยมชมห้องพักผู้ป่วยที่ได้พัฒนาขึ้นเมื่อ นพ.คาร์โล เออบานนี่ แพทย์ขององค์การอนามัยโลกคนแรกที่ออกมาประกาศเตือนภัยต่อสาธารณะให้เตรียมรับมือกับโรคซาร์ส ก่อนที่จะติดเชื้อ เข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูรเป็นผู้ป่วยรายแรกของไทย และเสียชีวิตในปี 2003 ทั้งนี้ เพื่อระลึกถึงความสัมพันธ์อันมีค่าต่อวงการสาธารณสุข และถอดบทเรียนในการควบคุมการติดเชื้อของประเทศไทย เช่น การรักษาผู้ป่วยรายแรกของโรคโควิด-19 และเตรียมความพร้อมสำหรับการตอบโต้โรคติดเชื้ออุบัติใหม่และอุบัติซ้ำในอนาคต รวมถึงการสานต่อความร่วมมือเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพทั่วโลก

ด้าน นพ.โอภาส กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประเทศไทยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากสหรัฐ เช่น การบริจาคอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล วัคซีน และเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นหนึ่ง
ในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานร่วมกันในการต่อสู้เพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพทั่วโลก ซึ่งการเยี่ยมชมครั้งนี้ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไกความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (Global Health Security Agenda : GHSA) ที่ริเริ่มโดยสหรัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือและเครือข่ายสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศสมาชิกในการดำเนินการเตรียมความพร้อมและตอบโต้กับการแพร่ระบาด รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถของการทำงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005)

นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค กล่าวว่า ความร่วมมือทางสาธารณสุขของทั้ง 2 ประเทศ มีมาอย่างยาวนาน
โดยศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติ สหรัฐ และ สธ.ของไทย ดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคระบาดต่างๆ ร่วมกันมากกว่า 40 ปี เช่น เอชไอวี/เอดส์ (HIV/AIDS) มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้ซิก้า ไข้หวัดใหญ่ และการที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐ มีสำนักงานนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศไทย ได้ช่วยสนับสนุนดูแลประเด็นสุขภาพต่างๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 ยังได้สนับสนุนการเฝ้าระวัง สอบสวน หาผู้สัมผัส การควบคุมโรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ของประเทศไทย เป็นต้น ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการทำงานร่วมกันที่โปร่งใส ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และฟื้นตัวได้เร็ว เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ประเทศอื่นๆ ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการเติบโตและมีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ช่วยปกป้องสุขภาพประชาชนชาวไทย สุขภาพอาเซียนและสุขภาพโลกต่อไป

พญ.โรเชล กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสร่วมฉลองความสัมพันธ์ 43 ปี ความร่วมมือด้านสาธารณสุข ระหว่างศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ สหรัฐ กับ สธ.ไทย และถือเป็นการรำลึกครบรอบ 20 ปี ของการระบาดของโรคซาร์ส ที่ นพ.คาร์โล เออบานนี่ ผู้ซึ่งพบการระบาดครั้งแรกถูกส่งตัวมารักษาที่สถาบันบำราศนราดูรแห่งนี้ นับเป็นบทเรียนสำคัญทำให้งานสาธารณสุขมีความก้าวหน้า ทั้งด้านการจัดตั้งระบบเฝ้าระวังเพื่อตรวจจับภัยคุกคามด้านสาธารณสุข การตอบสนองที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมการระบาดอย่างทันท่วงที
เกิดความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อให้ประชาชนได้ปฏิบัติตนและป้องกันตนเองได้ถูกต้อง ซึ่งแม้ว่าในภูมิภาคอาเซียนจะมีโรคติดเชื้ออุบัติใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ โรคซาร์ส หรือโรคไข้หวัดนกหลายสายพันธุ์ และที่สำคัญคือ โรคโควิด-19 แต่จากความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานของทั้ง 2 ประเทศ ในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การพัฒนานักระบาดวิทยาภาคสนาม (FETP) การพัฒนาห้องแล็บ การเฝ้าระวัง และระบบการตอบโต้ รวมไปถึงการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการในภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ได้ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถตอบโต้การระบาดของโรคติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายไปยังประเทศต่างในภูมิภาคอาเซียนด้วย

“ความร่วมมือในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินทางสาธารณสุขที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ความเข้มแข็งในการร่วมมือกันระหว่างไทยและสหรัฐ และยังคงยืนยันที่จะทำงานและพัฒนาความมั่นคงทางสุขภาพร่วมกัน
อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยและคนทั่วโลกมีชีวิตที่ปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะโรคไม่มีพรมแดน
และเราไม่อาจปกป้องประเทศหนึ่งประเทศใดได้ หากไม่ปกป้องทุกๆ ประเทศไปพร้อมๆ กัน” พญ.โรเชล กล่าว



