สปสช.เผย พ.ร.ฎ.4 ฉบับ ครอบคลุมกลุ่มนอกสิทธิบัตรทอง 90% ใช้งบป้องกันโรค 5 พันล้าน 

16.03.23 | 18:30 น.

สปสช.เผย พ.ร.ฎ.4 ฉบับ ครอบคลุมกลุ่มนอกสิทธิบัตรทอง 90% ใช้งบป้องกันโรค 5 พันล้าน 

วันนี้ (16 มีนาคม 2566) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 เห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) จำนวน 4 ฉบับ เพื่อกำหนดให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง สามารถใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการสาธารณสุขอื่นที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ได้นั้น

สำหรับ พ.ร.ฎ. 4 ฉบับ ที่ผ่านการเห็นชอบจาก ครม. ได้แก่ 1.กลุ่มข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการและบุคคลในครอบครัว 2.ผู้มีสิทธิเบิกจ่ายเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของกรุงเทพมหานคร 3.พนักงานเมืองพัทยาและบุคคลในครอบครัวตามข้อบัญญัติเมืองพัทยา เรื่อง เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของพนักงานเมืองพัทยา และ 4.ผู้ประกันตนประกันสังคม ทั้งนี้ ร่างทั้ง 4 ฉบับอยู่ระหว่างการตรวจร่างโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อเรียบร้อยแล้ว สำนักเลขาธิการ ครม.ก็จะนำทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้ต่อไป โดยไม่ต้องนำเข้า ครม. อีกครั้ง

“สำหรับ พ.ร.ฎ. 4 ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบแล้วนั้น จะครอบคลุมประชาชนกว่าร้อยละ 90 ได้แก่ กลุ่มผู้ประกันตน 12 ล้านคน กลุ่มข้าราชการ 6 ล้านคน ส่วน พ.ร.ฎ.อีก 2 ฉบับ ที่ยังไม่แล้วเสร็จ จะเป็นส่วนงานรัฐวิสาหกิจ และผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานอื่นของรัฐ รวมประมาณร้อยละ 10 ที่ยังต้องไปเพิ่มเติมข้อกฎหมายอื่น และ สปสช.จะไปทำข้อตกลงร่วมในภายหลัง” ทพ.อรรถพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า 2 กลุ่มที่ยังไม่ได้รับสิทธิจะมีผลกระทบหรือไม่ เช่น การฉีดวัคซีนเด็กทารก การรับบริการคัดกรองโรคต่างๆ ที่เป็นสิทธิประโยชน์ในงบสร้างเสริมป้องกันโรคฯ ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบ เนื่องจากในหน่วยงานที่ร่าง พ.ร.ฎ. ยังไม่ครอบคลุม จะมีสวัสดิการดูแลอยู่แล้ว ซึ่งจะครอบคลุมเรื่องการป้องกันโรคด้วย หรือเรื่องวัคซีนเด็กทารก ทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็มีนโยบายฉีดให้กับเด็กทุกคนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาแล้วเสร็จของ พ.ร.ฎ. อีก 2 ฉบับได้ เพราะจะต้องไปเจรจาตามหน่วยงานให้ครบทุกภาคส่วน ซึ่งจะต้องใช้เวลา

Advertisement

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสนอร่าง พ.ร.ฎ.ทั้ง 4 ฉบับดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ครั้งนี้ เป็นไปตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูลรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. ในฐานะเป็นประธาน ได้เร่งรัดให้มีการดำเนินการเรื่องนี้เพื่อแก้ไขปัญหาให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิบัตรทองได้เข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่จำเป็นโดยเร็ว เนื่องจากงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2566 รวม 2.4 แสนล้านบาท ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565

ในส่วนของงบสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค 2.1 หมื่นล้านบาท ปรากฎว่าในกลุ่มผู้ที่ไม่มีสิทธิบัตรทอง วงเงิน 5,000 ล้านบาทเศษ ยังไม่ได้รับอนุมัติให้มีการเบิกจ่าย เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อกฎหมาย จึงเป็นที่มาให้ สปสช. ต้องหารือกับหน่วยงานที่ดูแลกองทุนสุขภาพของกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิบัตรทอง อาทิ กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา เป็นต้น เพื่อออก พ.ร.ฎ.กำหนดสิทธิรับบริการสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในการดูแลของกองทุนนั้นๆ สามารถใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการสาธารณสุขอื่นที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตด้วย โดยเมื่อออกเป็นพระราชกฤษฎีกาแล้ว จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน เท่ากับว่าต่อไปในอนาคต ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีก หน่วยบริการสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากมีข้อกฎหมายรองรับคนไทยทุกคนไว้แล้ว