สถานทูตสวิส จับมือ โนวาร์ตีส สธ.และแพทย์เชี่ยวชาญ มุ่งลดภาวะหัวใจล้มเหลวใน ปท.ไทย

27.03.23 | 15:55 น.

สถานทูตสวิส จับมือ โนวาร์ตีส สธ.และแพทย์เชี่ยวชาญ มุ่งลดภาวะหัวใจล้มเหลวใน ปท.ไทย

วันนี้ (27 มีนาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย นำโดย นายเปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานเสวนาภายใต้แนวคิด Reverse the Heart, Restore Your Life: Every Beat Matters โดยมี นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดจากโรงพยาบาลชั้นนำเข้าร่วมงานกว่า 50 คน ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย

ทั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มุ่งรณรงค์ลดภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ตามปกติ จากความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ของหัวใจ และปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีอาการแล้วก็จะกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก เพราะต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลสูง และต้องพึ่งพาการดูแลจากครอบครั

Advertisement

นพ.โสภณกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดในกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นมาก โดยมีสาเหตุจากการมีโรคร่วมเป็นปัจจัยเสี่ยง กรมควบคุมโรคจึงมุ่งมั่นที่จะลดจำนวนผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มโรคดังกล่าว โดยรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดปัจจัยเสี่ยง เพิ่มการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ ตามนโยบายภาครัฐที่เน้นการจัดการโรคด้วยการใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD Risk Score) และสนับสนุนให้ตรวจเลือด เพื่อเช็กระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และระดับไขมันในเส้นเลือด รวมถึงยกระดับศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และจัดตั้งแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) พื้นที่ทดลองในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานี้

ด้าน พล.ต.ต.นพ.เกษม รัตนสุมาวงศ์ อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สำคัญ ซึ่งนอกจากจะมีผลกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือดแล้ว ยังเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคมอย่างมาก โดยคาดว่าจำนวนผู้ป่วยด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แม้จะมีการพัฒนาทางเทคโนโลยี นวัตกรรม และยารักษาใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่อัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวก็ยังคงสูง รวมถึงอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สมาคมฯ ได้เร่งจัดทำระบบข้อมูลวิจัยทะเบียนโรค เพื่อศึกษาถึงสาเหตุภาวะแทรกซ้อน อัตราการเสียชีวิต และการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล รวมทั้งคุณภาพการดูแลการรักษา ร่วมกับการจัดทำแนวเวชปฏิบัติในการดูแลรักษา (Practice guideline) เพื่อให้ได้มาตรฐานการรักษาที่ดีที่สุด และสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง Heart Failure Clinic และจัดอบรมให้กับพยาบาลให้สามารถดูแลผู้ป่วยในแบบองค์รวม เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยไปพร้อมกัน

ขณะที่ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนั้น คือ การทำงานร่วมกันของทีมแพทย์ ร่วมด้วยบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เภสัชกร พยาบาลชำนาญการ นักกายภาพบำบัด โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ภายใต้การรักษาตามไกด์ไลน์ที่เหมาะสม โดยมีการติดตามและประเมินผลเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้การดูแลและการรักษาเป็นไปอย่างเหมาะสม และสามารถปรับแนวทางการรักษาได้ต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลและดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ศ.นพ.รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ ประธานชมรมหัวใจล้มเหลวแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการประเมินความคุ้มค่าและโอกาสในการเข้าถึงการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว ว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ค่ารักษาพยาบาลก็จะสูงขึ้นด้วย ดังนั้น จึงต้องมีการประเมินแนวความคุ้มค่าในการรักษา จากข้อมูลอ้างอิงจากต่างประเทศร่วมกับข้อมูลงานวิจัยทางคลินิก ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีขึ้นและสามารถเข้าถึงยาใหม่ๆ ได้ทันท่วงที อีกทั้งยังลดภาระทางการเงินของผู้ป่วยและระบบการรักษาพยาบาลลงได้ ในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีการมุ่งเน้นที่ความคุ้มค่าในการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวมากขึ้น สิ่งนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่ที่คุ้มค่ากว่า หรือปรับการรักษาที่มีอยู่สำหรับภาวะเรื้อรังนี้ให้สอดคล้องกับความคุ้มค่า ซึ่งสะท้อนจากการที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาใหม่ๆ ได้มากขึ้น อัตราการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตที่ลดลง รวมถึงส่งเสริมให้เกิดความตระหนักและปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและลดความจำเป็นในการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงในภายหลัง

รศ.นพ.ธีรภัทร ยิ่งชนม์เจริญ ประธานวิชาการชมรมหัวใจล้มเหลวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากจะช่วยให้การรักษาโรคนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการเกิดโรคในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิผล อีกทั้ง การสื่อสารระหว่างทีมแพทย์กับผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว การปฏิบัติตามแผนการรักษาเป็นสิ่งสำคัญ และต้องมีการติดตามและประเมินผลและปรับแนวทางการรักษาให้ตรงกับอาการผู้ป่วยตลอดเวลา แม้ว่าในปัจจุบันการรักษาโรคหัวใจจะมีความก้าวหน้าไปมาก แต่ความสำคัญของการให้ยาที่เหมาะสมและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยในการรักษาอย่างสม่ำเสมอยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะความไม่ต่อเนื่องของการขาดยาในการรักษาโรคหัวใจอาจส่งผลให้การรักษาไม่ดีเท่าที่ควร

นอกจากนี้ รศ.นพ.ภัทรพงษ์ มกรเวส ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้เปิดเผยถึงการดำเนินงานของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ ในการดูแลรักษาและลดจำนวนผู้ป่วยด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ว่า ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ เป็นศูนย์กลางในการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความเชี่ยวชาญในการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงโรคหัวใจล้มเหลวที่มีความซับซ้อน ซึ่งนอกจากจะให้การรักษาแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในการรักษา (Knowledge Sharing Heart Center) และสร้างเครือข่ายในการดูแลผู้ป่วย ผ่านการจัดประชุมวิชาการอย่างต่อเนื่อง การวางแผนรักษาร่วมกับเครือข่าย ตลอดจนรับผู้ป่วยเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ ในระยะแรกของการรักษา ก่อนจะส่งกลับไปยังเครือข่ายเพื่อดูแลต่อไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเองในระยะยาว

นายเควิน โจว Head of Novartis Asia Aspiring Markets, IMI กล่าวว่า อัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวที่เพิ่มขึ้น สร้างภาระด้านเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ผู้คนเป็นอย่างมาก ทุกภาคส่วนควรผสานความร่วมมือกัน เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวและเผยแพร่แนวทางการป้องกันเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยใหม่ การให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวและผู้ดูแลเกี่ยวกับการดูแลรักษาที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต