กรมอุตุนิยมฯ ชี้ไทยร้อนจัดยาวถึง พ.ค. อุณหภูมิสูง 43 องศาฯ สธ.แนะเลี่ยงกลางแจ้ง

31.03.23 | 15:06 น.

กรมอุตุนิยมฯ ชี้ไทยร้อนจัดยาว พ.ค. อุณหภูมิสูง 43 องศาฯ สธ.แนะเลี่ยงกลางแจ้ง

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2566 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า อีกหนึ่งปัญหาสุขภาพในช่วงหน้าร้อนนี้ คือ โรคลมแดด หรือฮีตสโตรก เนื่องจากคาดว่าอุณหภูมิจะสูงถึง 41 องศาเซลเซียส โดยอาการที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคลมแดด คือ อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ไม่มีเหงื่อออก ผิวหนังแดง ร้อน แห้ง ชีพจรเต้นเร็วและแรง สับสน กระวนกระวาย พูดไม่รู้เรื่อง ชัก ซึมลงและหมดสติ

“การป้องกันสามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด ดื่มน้ำให้มากขึ้นโดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ หากออกกำลังกาย หรือทำงานใช้แรง ควรดื่มน้ำ 2-4 แก้วทุกชั่วโมง สวมเสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และระบายความร้อนได้ดี หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือมีปริมาณน้ำตาลสูง เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ง่าย ส่วนและกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ควรให้อยู่ในห้องที่อากาศระบายได้ดี และไม่ควรปล่อยให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง” นพ.โอภาสกล่าว และว่า สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้นำตัวผู้ป่วยเข้ามาในที่ร่ม จัดให้นอนราบและยกเท้าสูงทั้งสองข้าง คลายเสื้อผ้าให้หลวม และรีบลดอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยให้ต่ำลงโดยเร็วที่สุด โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งเช็ดตามตัว ซอกคอ รักแร้ และศีรษะ ร่วมกับใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน ไม่ควรใช้ผ้าเปียกคลุมตัว เพราะจะขัดขวางการระเหยของน้ำออกจากร่างกาย หากผู้ป่วยยังไม่ได้สติ ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสภาพอากาศในประเทศไทย ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น อาจผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะโรคฮีตสโตรก ที่มีสาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุณหภูมิสูง และได้รับความร้อนมากเกินไป เกิดการทำงานที่ผิดปกติของสมองในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย อุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง รวมทั้งผู้ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ออกกำลังกายหรือทำงานใช้แรงงานอย่างหนักท่ามกลางอากาศร้อนเป็นเวลานาน เช่น คนงานก่อสร้าง ทหารเกณฑ์ เกษตรกร นักวิ่งมาราธอน

“ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มน้ำในปริมาณน้อย ติดสุราทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่สูง กลุ่มสูงอายุ กลุ่มเด็กเล็กที่มีความสามารถในการระบายความร้อนจากร่างกายได้น้อยกว่ากลุ่มวัยรุ่นที่มีร่างกายแข็งแรงปกติ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงผู้ที่ต้องใช้ยารักษาโรคบางชนิดเป็นยาที่กระตุ้นการขับปัสสาวะ ที่ขัดขวางกลไกการกำจัดความร้อนออกจากร่างกาย ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากความร้อน” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

Advertisement

อธิบดีกรมอนามัยกล่าวว่า กลุ่มเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งหรือออกกำลังกายท่ามกลางสภาพอากาศร้อนต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรจิบน้ำบ่อยๆ โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ ซึ่งจะสามารถป้องกันภาวะขาดน้ำได้ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด นอกจากนี้ ไม่ควรให้ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคอ้วนออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือทำกิจกรรมที่เหนื่อยจนเกินไป โดยเลือกทำกิจกรรมในอาคารที่มีอากาศเย็น หรือที่ร่ม แต่หากมีความจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ควรป้องกันตนเองด้วยการใช้อุปกรณ์กันแดด ได้แก่ ร่ม หมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด ครีมกันแดด ตั้งแต่ SPF 15 ขึ้นไป เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการจากความร้อน

“ทั้งนี้ ต้องหมั่นสังเกตอาการตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคฮีตสโตรก เนื่องจากโรคดังกล่าวเป็นโรคที่มีความรุนแรงมาก หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลทันทีอาจเสียชีวิตได้ โดย 4 อาการสำคัญของโรคนี้ ได้แก่
1.เหงื่อไม่ออก 2.สับสน มึนงง 3.ผิวหนังเป็นสีแดง และแห้ง 4.ตัวร้อนจัด ในกรณีที่พบผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวให้โทรแจ้งสายด่วน 1669 ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยให้พาผู้ป่วยหลบเข้าที่ร่ม หรือห้องที่มีความเย็น ให้นอนราบ ยกเท้าและสะโพกสูง ถอดเสื้อผ้าให้เหลือเท่าที่จำเป็น รีบใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัวหรือวางถุงน้ำแข็งที่คอ รักแร้ และขาหนีบ หากผู้ป่วยหมดสติ ให้จับนอนตะแคงเพื่อป้องกันโคนลิ้นอุดทางเดินหายใจ และนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วด้วยรถปรับอากาศหรือเปิดหน้าต่างรถ เพื่อให้อากาศถ่ายเท” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

ขณะที่ น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์สภาพอากาศในประเทศไทยจะร้อนจัดยาวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2566 และจะร้อนจัดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 40-43 องศาเซลเซียส ภาคกลางและภาคตะวันออกมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 40-42 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และจังหวัดที่จะมีแนวโน้มอุณหภูมิสูงที่สุด คือ สุโขทัย ตาก ลำปาง และแม่ฮ่องสอน