สปสช.-กทม.จ่อขยายผลตรวจคัดกรองสายตาเด็ก ร.ร.สังกัด สพฐ.และเอกชน
วันนี้ (2 เมษายน 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13 ร่วมกับ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือ โรงพยาบาล (รพ.) เด็ก และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกหน่วยตรวจคัดกรองสายตาเด็กที่มีภาวะสายตาผิดปกติและตัดแว่นตาเด็กนักเรียน ณ โรงเรียนตั้งพิรุฬห์ธรรม เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ตามโครงการ “เด็ก กทม. สายตาดี ตัดแว่นฟรี” โดยมีเด็กนักเรียนที่ผ่านการคัดกรองสายตาเบื้องต้นจากศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่เข้ารับการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์และนักทัศนมาตร 433 คน และพบเด็กที่มีปัญหาสายติดผิดปกติ 175 คน หรือประมาณร้อยละ 40

นพ.อัครฐาน จิตนุยานนท์ ผู้อำนวยการ รพ.เด็ก กล่าวว่า เด็กยุคปัจจุบันใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากต้องใช้สายตาในการแพ่งหน้าจอ ทำให้มีปัญหาสายตาค่อนข้างมาก ซึ่งในกระบวนการตรวจคัดกรอง จะเน้นที่เด็กชั้น ป.1 และช่วงอายุ 3-12 ปี โดยครูหรือศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ทำการคัดกรองเบื้องต้น และส่งเด็กที่สงสัยว่ามีสายตาผิดปกติมารับการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์อีกครั้ง จากนั้น จะแยกว่าความผิดปกติของสายตาเป็นแบบใด สายตาสั้น สายตายาว สายตาเข เป็นต้น เมื่อคัดแยกแล้วก็จะพิจารณาแนวทางการรักษา ซึ่งในการออกหน่วยเชิงรุกเช่นนี้จะเป็น one stop service หากเป็นสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง นักทัศนมาตรก็จะตรวจวัดแว่นเพื่อแก้ปัญหาสายตาให้เลย
ผู้อำนวยการ รพ.เด็ก กล่าวว่า อย่างไรก็ดี หากเป็นความผิดปกติที่แว่นตาไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น สายตาเข สายตาเขซ่อนเร้น หรือสายตาผิดปกติอื่นๆ ได้หารือกับสำนักอนามัย กทม.ว่า ครูจะแจ้งผู้ปกครอง ให้พาเด็กไปที่หน่วยบริการในเขตนั้นๆ เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุข หากสามารถรักษาโดยการหยอดตาก็จะรักษาให้เลย โดยใช้เวลา 6 เดือน – 1 ปี จนกว่าสายตาจะดีขึ้น แต่เด็กบางรายที่ศูนย์บริการสาธารณสุขรักษาไม่ได้ ก็จะส่งต่อไปโรงพยาบาลที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาต่อไป
“การออกหน่วยเชิงรุกแต่ละครั้งเป็นความร่วมมือกับ สปสช. และ กทม. ทั้ง 3 หน่วยงานจะหารือกัน โดยหารือกับเขตก่อนว่าแต่ละเขตของ กทม. มีเด็กที่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นแล้วสงสัยว่าสายตาผิดปกติกี่เปอร์เซ็นต์ เมื่อได้จำนวนก็จะทำโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณไปที่ สปสช. เขต 13 กทม. จากนั้นจะจัดทำตารางการปฏิบัติงาน ซึ่งจะมี 2 ช่วง คือ ต้นปีจนถึงก่อนปิดเทอมเดือนเมษายน และอีกช่วงหลังเปิดเทอม พฤษภาคม-มิถุนายน เป็นต้นไป โดยในส่วนของ รพ.เด็ก จะสามารถออกหน่วยเชิงรุกใน 20 ครั้งช่วงต้นปี และอีก 20 ครั้งช่วงปลายปี แต่ละครั้งก็จะรวมเด็กในโรงเรียนอยู่ในเขตใกล้กันมาตรวจพร้อมกัน แต่อย่างที่โรงเรียนตั้งพิรุฬห์ธรรมมีเด็กเยอะ เราก็จะตรวจที่นี่ 2 วันเลยคือวันที่ 9-10 มีนาคม 2566” นพ.อัครฐาน กล่าว

ด้าน นพ.สุนทร สุนทรชาติ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. กล่าวว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีโรงเรียนจากทุกสังกัด 884 แห่ง เด็กนักเรียนรวมประมาณ 410,000 คน ตามสถิติคาดว่าจะมีเด็กที่สงสัยว่าสายตาผิดปกติประมาณ 30,000 คน และเด็กกลุ่มนี้ก็จะถูกตรวจอย่างละเอียดเพื่อตัดแว่นตาหรือแก้ปัญหาสายตาอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเด็กที่ได้รับแว่นตาประมาณ 20,000 คน
นพ.สุนทร กล่าวว่า การตรวจคัดกรองสายตาเด็กเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี ปัจจุบันโรงเรียนสังกัด กทม. 431 แห่ง ได้ทำการคัดกรองเบื้องต้นไปหมดแล้วและมีเด็กได้รับแว่นตาแล้วประมาณ 7,000 คน อย่างไรก็ดี ยังเหลือกลุ่มเด็กโรงเรียนเอกชน 413 แห่ง และโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อีก 40 กว่าแห่ง ที่ต้องร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเข้าไปตรวจเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขเด็กที่มีปัญหาสายตา ซึ่งล่าสุด ได้หารือกับ สพฐ. ว่า อาจต้องหาคลินิกชุมชนอบอุ่นที่มีศักยภาพ หรือคลินิกจักษุแพทย์ เข้ามาช่วยในการตรวจคัดกรองด้วย เพราะถ้าร่วมมือกันหลายๆหน่วยงาน จะทำให้การคัดกรองสายตาเด็กมีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ด้าน ทพญ.น้ำเพ็ชร ตั้งยิ่งยง ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 13 กทม. กล่าวว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีโรงพยาบาล 14 แห่ง ที่ร่วมดูแลการตรวจคัดกรองสายตาเด็ก อย่างไรก็ดี เมื่อคัดกรองเบื้องต้นแล้ว การจะให้เด็กที่สงสัยว่าสายตาผิดปกติไปหาจักษุแพทย์ค่อนข้างลำบากในการเดินทาง สปสช. จึงทำโครงการตรวจคัดกรองเชิงรุก มีจักษุแพทย์และนักทัศนมาตรเข้าไปตรวจถึงโรงเรียน โดยขณะนี้มี 5 โรงพยาบาลที่ดำเนินการตรวจเชิงรุก ซึ่งรวมถึง รพ.เด็ก ที่ออกหน่วยที่โรงเรียนตั้งพิรุฬห์ธรรมในครั้งนี้ด้วย
“การดำเนินงานเราก็เอาจำนวนเด็กที่ผ่านการตรวจคัดกรองเบื้องต้นแล้วมาแบ่งให้กับ 5 โรงพยาบาลที่จัดหน่วยตรวจคัดกรองเชิงรุก โรงพยาบาลก็ไปทำแผนเองว่าจะไปโรงเรียนไหนวันไหน แล้วเมื่อออกตรวจก็จะทำเป็น One stop service ตรวจแล้วตัดแว่นเลย” ทพญ.น้ำเพ็ชร กล่าวและว่า ในส่วนของโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนสังกัด สพฐ. ก็จะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน คือจะต้องนำผลการตรวจคัดกรองเบื้องต้นมาดูก่อนว่าสามารถตรวจคัดกรองไปแล้วมาน้อยเพียงใด และ สปสช. จะนำข้อมูลนี้มาแจกหน่วยคัดกรองเชิงรุกเพื่อวางแผนเข้าไปตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์และนักทัศนมาตร ทั้งนี้ หน่วยตรวจคัดกรองเชิงรุก 5 แห่งที่ดำเนินการในปัจจุบัน ก็ยังไม่เพียงพอกับปริมาณเด็กที่ต้องรับการตรวจ เฉพาะโรงเรียนสังกัด กทม. ก็มียังมีจำนวนกลุ่มเป้าหมายเดิมที่ยังตรวจไม่หมด ดังนั้น สปสช. ยังต้องการโรงพยาบาลที่สามารถจัดหน่วยตรวจเชิงรุกได้เพิ่มเติมอีก

