สภาฯผู้บริโภคจี้รัฐเร่งหาตัวมิจฉาชีพแฮกข้อมูลประชาชน ลงโทษเจ้าหน้าที่ปล่อยรั่วไหล
วันนี้ (3 เมษายน 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) หรือ สอบ. ออกแถลงการณ์ขอให้รัฐบาลใช้ศักยภาพและกลไกของรัฐ ปกป้องข้อมูลประชาชน ปราบปรามมิจฉาชีพเรียกค่าไถ่ข้อมูลประชาชน และลงโทษบุคลากรของรัฐที่รับผิดชอบ
ทั้งนี้ ข้อความระบุว่า สอบ. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งใช้ศักยภาพจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเทคโนโลยีของรัฐให้เต็มกําลังในการปกป้องข้อมูลประชาชนจากการโดนขโมยข้อมูล ไม่ว่าเป็นการแฮกข้อมูลจากมิจฉาชีพเพื่อการเรียกค่าไถ่ หรือจากบุคคลใดๆ ที่นําข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อสาธารณะ พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลตั้งหน่วยงานพิเศษเฉพาะกิจ เพื่อปราบปรามมิจฉาชีพที่เรียกค่าไถ่
และสืบค้นบุคคากรของรัฐที่ปล่อยข้อมูลลับรั่วไหลนี้มาลงโทษ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยในข้อมูลของประชาชนและกอบกู้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่ประชาชนทั้งประเทศได้มอบข้อมูลส่วนตัวให้หน่วยงานรัฐเก็บรักษา
จากเหตุการณ์กรณีข่าวการแฮกข้อมูลเรียกค่าไถ่โดยมิจฉาชีพที่อ้างว่า เป็นข้อมูลส่วนตัวของคนไทย
กว่า 55 ล้านรายการ โดยได้มาจากหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง รวมทั้งมีการโพสต์ลักษณะข่มขู่หน่วยงานและ
ประชาชนในวงกว้าง ได้สร้างความกังวลต่อประชาชนทั่วไปเป็นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้บริโภค เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลสําคัญเหล่านี้ อาจถูกแอบอ้างนําไปใช้ในการเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆ รวมถึงข้อมูลทางการเงิน หรือการนําข้อมูลไปใช้เพื่อการก่ออาชญากรรมด้านดิจิทัลหรือต่อความปลอดภัยส่วนบุคคล โดยอํานาจตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ.2562 สอบ.ในฐานะเป็นผู้แทนผู้บริโภค ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้น
1.ขอให้รัฐบาลตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเร่งดําเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทําผิดมาดําเนินคดีอย่างรวดเร็วจริงจัง และแถลงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้ง ทั้งขอบเขตความเสียหายของข้อมูล แหล่งของข้อมูลที่รั่วไหล รวมถึงมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก เพื่อให้สังคมร่วมรับรู้ข้อเท็จจริง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้เกิดความเสียหายในทุกมิติ
2.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่รั่วไหลแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และเสนอแนวทางในการเยียวยาแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
3.ขอให้มีการนํานโยบายในการคุ้มครองข้อมูลพลเมืองในยุคดิจิทัลให้เป็นวาระแห่งชาติ ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น
4.ขอให้ภาครัฐให้ความสําคัญกับสิทธิผู้บริโภคและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในทุกระดับ
สอบ.ขอให้รัฐบาลและบุคคลากรในหน่วยงานของรัฐพึงตระหนักถึงความรับผิดชอบสูงสุดต่อข้อมูลประชาชน ยึดมั่นต่อหลักการตามที่กําหนดใน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2565 ที่มีผลบังคับใช้ในปีที่ผ่านมา และเคารพต่อเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยในเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 32 ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระทําอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนําข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใดๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
โดยรัฐธรรมนูญนี้ ได้บัญญัติถึงหน้าที่ของรัฐที่จะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชนไว้ในมาตรา 52 รวมถึงหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามมาตรา 53 และตามมาตรา 61 รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการรู้ข้อมูลที่เป็นจริงด้านความปลอดภัย ด้านความเป็นธรรมในการทําสัญญา หรือด้านอื่นใดอันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
ทั้งนี้ สอบ.ขอให้รัฐบาลดําเนินการตามหน้าที่อย่างเร่งด่วนและเคร่งครัดเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและธรรมาภิบาลของรัฐบาล ที่จะสร้างความมั่นใจต่อประชาชนและผู้บริโภคต่อความปลอดภัยส่วนบุคคล และเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ

