สปสช.ย้ำ รพ.คู่สัญญา ห้ามเก็บค่ารักษา “ผู้ป่วยบัตรทอง” คุ้มครองยานอกบัญชีฯ ถ้าจำเป็น!

4.04.23 | 15:57 น.

ปสช.ย้ำ รพ.คู่สัญญา ห้ามเก็บค่ารักษา “ผู้ป่วยบัตรทอง” คุ้มครองยานอกบัญชีฯ ถ้าจำเป็น!

วันนี้ (4 เมษายน 2566) สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) หรือสภาผู้บริโภค และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมแถลงชี้แจงเรื่อง “สิทธิบัตรทองใช้ยานอกได้หรือไม่ รพ.สามารถเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้ป่วยได้หรือไม่” เพื่อทำความเข้าใจกับสถานพยาบาลทุกระดับที่ร่วมให้บริการดูแลผู้ป่วยที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการ สอบ. และอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมการมีส่วนร่วม สปสช. กล่าวว่า การถูกเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง โดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บ (Extra Billing) เป็นประเด็นที่สภาผู้บริโภค และ สปสช. ได้รับการร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าที่ผ่านมา มีความพยายามแก้ปัญหา โดยมีการชี้แจงและทำความเข้าใจแล้ว แต่สถานพยาบาลหลายแห่งยังไม่เข้าใจว่าตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ได้ให้ความคุ้มครองดูแลประชาชนผู้มีสิทธิให้เข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุข เพื่อไม่มีปัญหาค่าใช้จ่ายที่เป็นอุปสรรค ซึ่งในทุกรายการที่ให้บริการผู้ป่วย สถานพยาบาลสามารถเรียกเก็บจาก สปสช. คือ เบิกจ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้โดยที่ไม่ต้องเรียกเก็บจากผู้ป่วย

น.ส.สารี กล่าวว่า กรณีของการถูกเรียกเก็บค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ เป็นหนึ่งในประเด็นของการร้องเรียนนี้ ซึ่งกรณีจ่ายยาตามรายการบัญชียาฯ มีความเข้าใจตรงกันอยู่แล้วว่า ให้เบิกค่ายากับ สปสช. แต่ในส่วนของยานอกบัญชียาฯ นั้น ขอย้ำว่า หากผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา สถานพยาบาลก็สามารถเบิกจาก สปสช. ได้เช่นกัน ซึ่งส่วนนี้สถานพยาบาลยังไม่เข้าใจ ทำให้มีผู้ป่วยถูกเรียกเก็บค่ายาดังกล่าวทั้งที่เรียกเก็บไม่ได้ โดยข้อมูลสถานการณ์ในปี 2565 มีการร้องเรียนการถูกเรียกเก็บเงินจากการเข้ารับบริการโดยใช้สิทธิบัตรทอง จำนวน 577 เรื่อง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,110,737 บาท ในจำนวนนี้ เป็นกรณีเรียกเก็บค่ายานอกบัญชียาหลักฯ จำนวน 32 เรื่อง เป็นจำนวนเงิน 1,724,703 บาท

Advertisement

“ผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการถูกเรียกเก็บค่ายานอกบัญชีฯ เราพบว่า ผู้ป่วยต้องได้รับยาโดยเป็นไปตามการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งในรายการบัญชียาหลักฯ ไม่มีรายการยาใดที่ใช้ทดแทนได้ จึงถือเป็นความจำเป็นทางการรักษาที่ผู้ป่วยต้องได้รับ ดังนั้น โรงพยาบาลต้องเรียกเก็บจาก สปสช. เท่านั้น ไม่ใช่เรียกเก็บจากผู้ป่วย ซึ่งในท้ายที่สุดคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขได้มีมติให้โรงพยาบาลดังกล่าวคืนเงินค่ายาให้กับผู้ป่วย” น.ส.สารี กล่าว

ทั้งนี้ น.ส.สารี กล่าวว่า มีกรณีตัวอย่าง ผู้ป่วยหญิง อายุ 65 ปี มีสิทธิบัตรทองในกรุงเทพมหานคร ที่คลินิกชุมชนอุ่น และศูนย์บริการสาธารณสุขในเขตพื้นที่หนึ่ง วันที่ 25 สิงหาคม – วันที่ 6 กันยายน 2565 เข้ารักษาที่โรงพยาบาลรัฐสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตามแพทย์นัดเพื่อผ่าตัดด้วยภาวะลำไส้อุดตัน หลังรับการรักษา โรงพยาบาลเรียกเก็บเงิน จำนวน 9,440 บาท โดยรับแจ้งว่า เป็นค่ายานอกบัญชีฯ และไม่สามารถเบิกจาก สปสช. ได้ และ กรณีผู้ป่วยหญิง อายุ 23 ปี มีสิทธิบัตรทองที่ จ.เชียงใหม่ มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 และวันที่ 20 ธันวาคม 2565 เข้ารักษาที่โรงพยาบาลตติยภูมิใน จ.เชียงใหม่ ตามแพทย์นัด โดยมีหนังสือส่งตัวจากสถานพยาบาลประจำ ซึ่งการเข้ารักษาทั้ง 2 ครั้ง โรงพยาบาลเรียกเก็บค่ายานอกบัญชีฯ รวมเป็นเงิน 13,795 บาท เจ้าหน้าที่แจ้งว่า เป็นค่ายานอกบัญชีฯ เบิกจาก สปสช. ไม่ได้เช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 กรณี ได้ร้องเรียนมาที่ สปสช. โดยภายหลังคณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ ได้พิจารณาให้คืนเงินนี้กับผู้ป่วยแล้ว

“ในส่วนอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิฯ ได้มีการหารือในปัญหาการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นนี้ และเห็นตรงกันว่า สถานพยาบาลไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยได้ ดังนั้น จึงขอใช้เวทีแถลงข่าวนี้ทำความเข้าใจกับสถานพยาบาลที่ร่วมดูแลผู้ป่วยบัตรทองทั่วประเทศ” น.ส.สารี กล่าว

ด้าน น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธาน สอบ. กล่าวว่า จากการสำรวจของสมาคมผู้บริโภคภาคตะวันตกในเรื่อง การใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สิทธิบัตรทอง โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 303 คน จาก 3 อำเภอใน จ.สมุทรสาคร อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ที่เคยเข้าใช้บริการในโรงพยาบาล พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าร้อยละ 80 ทราบว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง แต่ปัญหาข้อติดขัดในการใช้สิทธิบัตรทอง อันดับ 1 คือ การถูกเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล ร้อยละ 22.9 ถูกเก็บค่ายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ร้อยละ 10 ปฏิเสธการรักษาพยาบาล ร้อยละ 5.7 ไม่อำนวยความสะดวกในการส่งต่อ ร้อยละ 4.3 และปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉิน ร้อยละ 2.9

“ทั้งนี้ เมื่อถามว่าเจอปัญหาแล้วร้องเรียนหรือไม่ และอะไรที่ทำให้ตัดสินใจไม่ร้องเรียน พบว่าผู้บริโภคกลัวว่าหากร้องเรียนไปแล้วจะส่งผลต่อคุณภาพในการรักษาพยาบาลครั้งต่อไป คิดเป็นร้อยละ 80.6 ค่าใช้จ่ายไม่มาก พอรับได้ ร้อยละ 1.6 เข้าโรงพยาบาลเอกชนสบายใจกว่า ร้อยละ 1.6 ไม่มีเวลาร้องเรียน/คิดว่าร้องเรียนแล้วเสียเวลา ร้อยละ 1.6 ไม่อยากทำลายชื่อเสียงโรงพยาบาล ร้อยละ 1.6 กลัวโดนกลั่นแกล้งร้อยละ 1.6” น.ส.บุญยืน กล่าวและว่า เมื่อผู้บริโภคพบปัญหาการใช้สิทธิบัตรทอง อยากให้ร้องเรียนหรือแจ้งปัญหาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ เนื่องจากการร้องเรียนจะเป็นการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศด้วย

ผศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช.ไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามแก้ไข ทั้งขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมทุกบริการที่จำเป็น รวมถึงยาต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้มีสิทธิบัตรทองให้เข้าถึงบริการ ไม่มีอุปสรรคเรื่องค่าใช้จ่าย แม้ในบางกรณีเป็นจำนวนเงินที่ไม่มาก แต่ผู้ที่มีรายได้น้อยก็เป็นอุปสรรคได้ พร้อมจัดทำ “คู่มือ Extra Billing อะไรทำได้ ทำไม่ได้” เพื่อทำความเข้าใจกับสถานพยาบาลระบบบัตรทอง โดยเป็นการขับเคลื่อนภายใต้นโยบายของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บอร์ด สปสช.

“ขอทำความเข้าใจในประเด็นการเรียกเก็บค่าบริการจากผู้มีสิทธิบัตรทองอีกครั้งว่า สถานพยาบาลไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากผู้มีสิทธิบัตรทองได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับบริการในเวลาทำการ หรือนอกเวลาทำการ การเข้ารับบริการที่สถานพยาบาลประจำ หรือสถานพยาบาลปฐมภูมิในเครือข่าย การเข้ารับบริการกรณีที่มีเหตุสมควรและกรณีอุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน การรับบริการกรณีที่ส่งต่อ และการเข้ารับบริการของทหารผ่านศึกและคนพิการ ตามสิทธิได้รับตามกฎหมาย นอกจากนี้ การใช้ยานอกบัญชีฯ เวชภัณฑ์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือการตรวจพิเศษต่างๆ ตามที่แพทย์ตรวจและวินิจฉัย สถานพยาบาลไม่มีสิทธิเรียกเก็บเช่นกัน รวมไปถึงค่าอวัยวะเทียม อุปกรณ์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การใช้เวชภัณฑ์ ที่สถานพยาบาลมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในลักษณะเป็นค่าบริการหรือรายการอุปกรณ์” ผศ.ภญ.ยุพดี กล่าว

รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นให้โรงพยาบาลสามารถเรียกเก็บเงินได้ใน 3 กรณี คือ 1.ร่วมจ่ายค่าบริการ ณ จุดบริการในอัตรา 30 บาท 2.บริการที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง เช่น บริการเสริมความงาม บริการที่อยู่นอกเหนือความจำเป็นข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และที่อยู่ระหว่างค้นคว้าทดลอง เป็นต้น และ 3. การเข้ารับบริการที่ไม่ใช่หน่วยบริการประจำของตน โดยไม่มีการส่งต่อ หรือไม่ใช่กรณีเหตุสมควร หรืออุบัติเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน

“เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลที่อยู่หน้างาน บางครั้งอาจมีประเด็นในเรื่องการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย กรณีที่จะเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ป่วยบัตรทอง หรือไม่มั่นใจว่าจะสามารถเบิกจ่ายค่าบริการจาก สปสช. ได้หรือไม่ รวมถึงยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติหากผู้ป่วยต้องได้รับ ขอให้ประสานมาที่ สปสช. ก่อน โดยโทรมาที่ Provider Call Center สายด่วน สปสช. 1330 กด 5 ขณะที่ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง หากถูกเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม ก่อนชำระเงินให้โทรสอบถามที่สายด่วน สปสช. 1330 หรือ ติดต่อผ่านไลน์ออฟฟิเชียล สปสช. ไลน์ไอดี @nhso และทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) ในทันที ซึ่ง สปสช. จะมีเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป”ผศ.ภญ.ยุพดี กล่าว