เปิดแนวทางรักษาโควิดฉบับล่าสุด ให้ยาต้านไวรัส/LAAB เร็ว มีอาการพัก 5 วัน

18.04.23 | 16:54 น.

เปิดแนวทางรักษาโควิดฉบับล่าสุด ให้ยาต้านไวรัส/LAAB เร็ว มีอาการพัก 5 วัน

วันนี้ (18 เมษายน 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการประชุมบุคลากรทางการแพทย์ทั้งจากกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และแพทยสภา หารือถึงแนวทางการรักษาและการให้วัคซีนโควิด-19

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วโลก ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก และอยู่ในช่วงขาลง เพราะหมดฤดูหนาวในประเทศแถบเหนือแล้ว ส่วนประเทศไทย เมื่อต้นเดือนเมษายน พบผู้ป่วยน้อยมาก สัปดาห์ละหลักร้อยราย แต่หลังจากเทศกาลสงกรานต์ คาดว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นเป็นระลอกเล็ก ทั้งนี้ จากรายงานเมื่อวันที่ 9-15 เมษายนที่ผ่านมา เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า พบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 2 เท่าเศษๆ ผู้ป่วยปอดอักเสบ และผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30-40 และผู้เสียชีวิต 2 ราย ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตมีอายุน้อยทั้ง 2 ราย คือ อายุ 23 ปี และ 24 ปี แต่รายหนึ่งอยู่ในกลุ่มภูมิคุ้มกันต่ำ อีกรายได้รับเข็มวัคซีนล่าสุดนานเกิน 3 เดือน อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์ของกรมควบคุมโรค คาดว่าช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีการระบาดสูงที่สุด เพราะเป็นฤดูฝน

Advertisement

ด้าน พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ กล่าวว่า สำหรับโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยโอมิครอน ลูกผสม XBB.1.16 ซึ่งมีข้อมูลในประเทศอินเดียระบุว่า อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่และไม่แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ ขณะเดียวกัน มีการศึกษาข้อแตกต่างระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก พบว่า ผู้ใหญ่มีไข้ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ แต่ในเด็กจะมีไข้สูง ตาแดง แต่ยังพบรายงานในเด็ก อย่างไรก็ตาม แนวทางเวชปฏิบัติที่มีการปรับล่าสุด ครั้งที่ 27 วันที่ 18 เมษายน 2566 มี 2 ข้อหลักๆ คือ 1.ปรับการให้ยาต้านไวรัสในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค และ 2.ปรับเงื่อนไขการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) ส่วนแนวทางการวินิจฉัยรักษา แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 กลุ่มไม่มีอาการ รักษาแบบผู้ป่วยนอก เน้นรักษาระยะห่าง สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ (DMH) อย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 5 วัน กรณีนี้พบมากกว่าร้อยละ 60 ไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส

กลุ่มที่ 2 มีอาการ แต่ไม่รุนแรง ไม่มีปัจจัยเสี่ยงก่อโรครุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ให้รักษาแบบผู้ป่วยนอก ปฏิบัติตาม DMH เช่นกัน หากมีอาการอื่นให้รักษาตามอาการขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์

กลุ่มที่ 3 กลุ่มมีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงก่อโรครุนแรง หรือไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่มีปอดอักเสบ โดยกลุ่มนี้มี 11 กลุ่มย่อย คือ อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ร่วมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ, โรคไตเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคมะเร็ง, เบาหวาน, ภาวะอ้วนมากกว่า 90 กิโลกรัม, ภาวะตับแข็ง, มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง หรือมีโรคร่วมสัมพันธ์ โดยกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มเดียวที่มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องคำแนะนำในการรักษา ให้เลือกยาตัวใดตัวหนึ่ง โดยเริ่มจากแพกซ์โลวิด หรือเรมเดสซิเวียร์ หรือโมลนูพิราเวียร์ หรือ LAAB โดยให้พิจารณายาที่มีประสิทธิภาพและพิจารณาอาการผู้ป่วยเป็นหลัก

พญ.นฤมลกล่าวว่า ข้อมูลกรมวิทยาศาสตร์ฯ และกรมควบคุมโรค ระบุว่า โอมิครอน XBB.1.16 ยังพบไม่มาก จึงสามารถให้ LAAB ได้แต่ต้องให้เร็วที่สุดภายใน 5-7 วัน นับตั้งแต่มีอาการ แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง ให้ยาต้านไวรัสชนิดอื่นเพิ่มเติมได้ คือ แพกซ์โลวิด หรือเรมเดสซิเวียร์ หรือยาต้านไวรัสตัวอื่นที่มีในประเทศไทยยังให้ได้เช่นกัน

และ กลุ่มที่ 4 กลุ่มผู้ป่วยยืนยันที่มีปอดอักเสบ ยังใช้คำแนะนำตามเดิม

“สำหรับเด็กและหญิงตั้งครรภ์ยึดตามแนวทางการวินิจฉัยดูแลรักษาที่ราชวิทยาลัยฯ ให้ไว้ ไม่มีการแก้ไข ยาต้านไวรัส ฟาวิพิราเวียร์ เรมเดสซิเวียร์ หรือแพกซ์โลวิด ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยหน้างาน สรุปยาที่ยังใช้รักษาโควิดตามข้อบ่งชี้ คือ ยาฟ้าทะลายโจร ฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ เรมเดสซิเวียร์ แพกซ์โลวิด สเตียรอยด์ และ LAAB ไม่มีข้อมูลว่าดื้อยาสามารถให้ได้ ส่วนการรับไว้รักษาใน รพ.หลักเกณฑ์เงื่อนไขยังตามเดิม” พญ.นฤมลกล่าวและว่า มีคำถามว่า หากตรวจว่าพบโควิด-19 ต้องหยุดงาน/หยุดเรียน หรือไม่ ซึ่งการติดเชื้อโควิด-19 ไม่ว่ามีหรือไม่มีอาการ เราให้เน้นการแยกตัว การหยุดงานช่วยให้ผู้ป่วยได้พักและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น จึงมีคำแนะนำให้หยุดงาน 5 วัน