หมอรามาฯ ชี้โลกกังขานโยบายแจกบุหรี่ไฟฟ้าของอังกฤษ หวั่น! เพิ่มจำนวนเยาวชนนักสูบ

19.04.23 | 15:41 น.

หมอรามาฯ ชี้โลกกังขานโยบายแจกบุหรี่ไฟฟ้าของอังกฤษ หวั่น! เพิ่มจำนวนเยาวชนนักสูบ

วันนี้ (19 เมษายน) รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี กล่าวถึงกรณีรัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษประกาศนโยบาย ‘swap to stop’ ที่จะรณรงค์ให้ผู้สูบบุหรี่จำนวน 1 ล้านคนทั่วประเทศ เปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าร่วมกับบริการให้คำปรึกษาเพื่อเลิกบุหรี่ว่า นโยบายนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักในกลุ่มนักวิชาการที่ทำงานด้านควบคุมยาสูบจากทั่วโลก เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่เป็นกลางว่า บุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด แม้แต่องค์การอนามัยโลกยังไม่ยอมรับให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการเลิกบุหรี่

รศ.พญ.เริงฤดีกล่าวว่า นอกจากนี้ ประเทศอื่นๆ ในเครือสหราชอาณาจักร เช่น สกอตแลนด์ ก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ รวมทั้งไอร์แลนด์เหนือและเวลส์ ก็ไม่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานทางการแพทย์ที่นำมาสนับสนุนนโยบายดังกล่าวนี้ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยที่นำมาอ้างมีจำนวนน้อยเกินไปและการติดตามผลยังเป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ ยังไม่ทราบผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ที่สำคัญการมองเรื่องการช่วยเลิกสูบบุหรี่ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่แล้ว อาจไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะเกิดกับเด็กและเยาวชนที่จะเป็นนักสูบหน้าใหม่เพราะบุหรี่ไฟฟ้า

“อังกฤษเป็นประเทศที่ประกาศสนับสนุนเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าอย่างชัดเจน แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ สัดส่วนผู้ใหญ่ที่เลิกสูบบุหรี่ธรรมดากลับมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนเด็กและเยาวชนอังกฤษที่เข้ามาติดบุหรี่ไฟฟ้า จากข้อมูลการสำรวจเยาวชนอายุ 16-19 ปี จำนวน 104,467 คน โดยโครงการประเมินผลนโยบายควบคุมยาสูบระหว่างประเทศ ระหว่างปี 2560-2565 พบเยาวชนอังกฤษติดบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มถึง 3 เท่า จากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 24 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยสถานการณ์แย่ลงตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบัน ที่อัตราการสูบบุหรี่ของเยาวชนอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว จากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 24 ขณะที่อัตราการสูบบุหรี่ธรรมดาในผู้ใหญ่ลดลงเพียงเล็กน้อยคือ ร้อยละ 14 เป็นร้อยละ 13.3” รศ.พญ.เริงฤดีกล่าว

Advertisement

รศ.พญ.เริงฤดีกล่าวต่อไปว่า ข้ออ้างที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาร้อยละ 95 เป็นข้ออ้างที่ถูกปฏิเสธจากแวดวงวิชาการควบคุมยาสูบ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณค่าจากคนกลุ่มเล็กๆ เพียง 12 คน ที่ไม่ได้ระบุว่ามีความเชี่ยวชาญด้านการควบคุมยาสูบ และบางคนในกลุ่มนี้เคยได้รับเงินสนับสนุนทุนวิจัยจากบริษัทบุหรี่ไฟฟ้าหรือบริษัทบุหรี่ข้ามชาติที่ขายบุหรี่ไฟฟ้า ซ้ำรายงานนี้ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ายังมีน้อยมาก ตรงข้ามกับในปัจจุบันที่มีข้อมูลต่างๆ ออกมามากมายที่สนับสนุนว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อสุขภาพเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าบุหรี่มวนด้วยซ้ำ

ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า สภาพการควบคุมยาสูบของอังกฤษต่างจากไทยอย่างสิ้นเชิง ทั้งเรื่องงบประมาณที่อังกฤษทุ่มเทกับการควบคุมยาสูบมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยคิดเป็นงบประมาณต่อหัวผู้สูบบุหรี่สูงกว่าไทยถึง 80 เท่า รวมทั้งการมีนโยบายควบคุมยาสูบที่เข้มแข็ง เช่น มาตรการภาษียาสูบ การบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ ที่มีประสิทธิภาพกว่าไทย หรือกรณีที่อังกฤษมีมาตรการอื่นๆ อีกมากมายที่ไทยยังไม่มี เช่น การให้สิทธิประโยชน์เรื่องยารักษาการเลิกสูบบุหรี่ในระบบประกันสุขภาพ การลงสัตยาบันในพิธีสารว่าด้วยการขจัดการค้ายาสูบผิดกฎหมาย การมีข้อบังคับเพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบจากกลุ่มธุรกิจยาสูบ การออกกฎหมายควบคุมส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ยาสูบ เป็นต้น

“ดังนั้น การที่นักการเมืองที่กำลังใช้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามาหาเสียง คงต้องคิดให้รอบคอบและควรหันมาสนใจพัฒนามาตรการควบคุมยาสูบอื่นๆ ของไทยให้ดีอย่างประเทศอังกฤษเสียก่อน โดยหากพื้นฐานการควบคุมยาสูบของประเทศเรายังไม่พร้อม การนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอีกจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์การสูบบุหรี่ในประเทศโดยเฉพาะจะยิ่งเป็นการเพิ่มนักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน” ศ.นพ.ประกิตกล่าว