ปลัด สธ.-หมอเชี่ยวชาญ ขออย่าตระหนกโควิดจนกระทบชีวิต จับตาเปิดเทอม ย้ำ! วัคซีนจำเป็น
วันนี้ (25 เมษายน 2566) ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีรายงานประจำสัปดาห์พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในระบบเพิ่มมากขึ้นเป็นหลักพันราย ว่า อย่ากังวลจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่ให้ความสำคัญกับผู้ป่วยหนักและผู้เสียชีวิต

“ที่ผ่านมา เคยพบสถานการณ์ผู้ติดเชื้อหลักหมื่นรายต่อวัน ฉะนั้น อย่ากังวลเรื่องตัวเลขติดเชื้อมากจนเกินไป ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 5 ราย แปลว่าในรอบ 7 วัน เฉลี่ยไม่ถึงวันละ 1 ราย และส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีนตามที่กำหนด ดังนั้น ขอให้ไปรับวัคซีน อย่ากังวลจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน เคยทำงานอย่างไร เด็กจะเปิดเทอมอย่างไร ก็ทำได้อย่างปกติ แต่ให้ระมัดระวัง หากมีอาการสงสัยก็ตรวจ ATK ทุกวันนี้มีจำหน่ายทั่วไป มีอาการทางเดินหายใจก็สวมหน้ากากอนามัย ช่วยลดได้หลายโรค ไม่เฉพาะโควิด-19 หากมีข้อสงสัยก็เข้าปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน” นพ.โอภาส กล่าว
ด้าน รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สธ. กล่าวว่า โรคโควิด-19 เริ่มคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่เข้าไปทุกที
“โรคไข้หวัดใหญ่มีมาเป็นร้อยปีและไม่หายไปไหน เพราะมีการกลายพันธุ์ จึงต้องต่อสู้กับมันตลอดไป โควิด-19 ก็เช่นกัน เมื่อเชื้อกลายพันธุ์ก็ต้องต่อสู้กันต่อไป โดยเชื้อทั้ง 2 ชนิด มีวัคซีนและยารักษาทั้งคู่ ระบาดช่วงหน้าฝนใกล้เคียงกัน ตัวการสำคัญที่สุดในการแพร่ คือ เด็กนักเรียน ในช่วงที่เปิดเทอม เมื่อติดก็นำเชื้อไปแพร่เข้าสู่ครอบครัว ปีนี้ถือเป็นสโลแกนที่เราควรจะต้องป้องกันทั้งคู่ในเวลาพร้อมกัน คือ ฉีดวัคซีนโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ พร้อมกัน ซึ่งมีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา และยุโรป หลายประเทศแล้วว่าปลอดภัย ผลข้างเคียงเท่าที่มีการติดตามก็ไม่มากไปกว่าการฉีดเข็มใดเข็มหนึ่ง ก็ควรจะฉีดพร้อมกัน โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมีเวลา อย่างผู้ผู้สูงอายุ การพาออกจากบ้านมาฉีดวัคซีนไม่ใช่เรื่องง่าย ก็ควรจะให้เสร็จภายในวันเดียวกัน ตอนนี้ก็มีวัคซีนที่พร้อมแล้วทั้งคู่ต้องป้องกันทั้งคู่” รศ.(พิศษ) นพ.ทวี กล่าว

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า ส่วนกรณีที่พบว่าติดเชื้อโควิด-19 แล้วมีอาการตาแดงนั้น เชื้อไวรัสทางเดินหายใจมีโอกาสทำให้เกิดอาการทางตาอยู่แล้ว แต่เล็กน้อย ส่วนที่อินเดียพบว่า มีคนไข้ที่ติดเชื้อตัวใหม่ XBB.1.16 มีอาการทางตาด้วย ทางการแพทย์ก็กำลังจับตามองว่าจริงหรือไม่ ขณะนี้มีการแนะนำแพทย์ว่า หากพบผู้ป่วยที่ตาแดง ตาแฉะ ขอให้ตรวจ ATK ว่าเป็นหรือไม่ ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ตนพบผู้ป่วยเด็ก 2 คน ตาแฉะเป็นพี่น้อง แต่ตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 ขณะที่มีแพทย์บางคนส่งข้อมูลเข้ามาว่า พบผู้ป่วยตาแฉะเป็นผู้ใหญ่ ตรวจโควิด-19 พบว่าเป็น ตอนนี้อาจจะเป็นไปได้ที่ว่าอาจจะมีโควิด-19 แล้วทำให้มีตาแดง ตาแฉะได้
“ส่วนการแยกโรคต่างๆ ในช่วงเปิดเทอม ทางการแพทย์แนะนำอยู่แล้วว่า ถ้าเด็กมีอาการป่วยเป็นไข้หวัด ไม่ว่าจะเป็นเชื้ออะไร ก็ให้นอนอยู่บ้าน เพราะสามารถนำไปติดต่อเพื่อนได้ทั้งหมด และเพื่อนก็สามารถติดและเอาเข้าไปสู่ครอบครัว เป็นวงจรของการระบาดของเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจ จะเริ่มจากเด็กป่วยเล่นกันและก็เข้าครอบครัว ทำให้ผู้สูงอายุเป็นอันตราย ส่วนการจัดการเรียนการสอน เชื่อว่า เหมือนจับปูใส่กระด้ง การจะแยกกลุ่มเด็กก็เป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเรื่องพฤติกรรม เด็กชอบวิ่งเล่นกัน และไม่สวมหน้ากาก ดังนั้น ต้องเน้นที่การรับวัคซีน ซึ่งก็สามารถรับได้พร้อมกันทั้งโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ โดยการฉีดวัคซีนโควิด-19ประจำปี คนทั่วไปให้ฉีดห่างจากเข็มสุดท้าย หรือหลังป่วยติดเชื้อมาแล้ว 6 เดือน แต่ผู้ที่ภูมิต้านทานอ่อนแอมาก เช่น อายุ 80 ปี เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ติดเชื้อ HIV กินยากดภูมิคุ้มกัน รับยาคีโม อาจร่นลงเหลือ 4 เดือน โดยช่วงบ่ายวันนี้ (25 เมษายน 2566) มีการประชุมของคณะกรรมการวิชาการ เพื่อทบทวนและสื่อสารทำให้ง่ายขึ้นในการเอาไปปฏิบัติ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีบางปีช่วงเปิดเทอมจะมีโรคมือ เท้า ปาก จากเชื้อเอนเทอโรไวรัสด้วย ปีนี้ต้องเฝ้าระวังไปพร้อมกับโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ด้วยหรือไม่ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า ต้องติดตามเชื้อนี้อยู่แล้ว เพราะกลุ่มเชื้อเอนเทอโรไวรัสมือ เท้า ปาก ตัวที่อาจจะอันตรายได้ คือ EV71 แต่เชื้อ EV71 ในปีที่แล้วประเทศไทยยังพบค่อนข้างน้อยมาก ต้องติดตามเชื้อนี้ต่อไป เพราะติดง่ายมากในเด็กเล็ก

