กรมสุขภาพจิตห่วงประชาชนรับข่าวความรุนแรงต่อเนื่องจนระแวงสังคม เร่งสื่อสารให้ความรู้

1.05.23 | 16:54 น.

กรมสุขภาพจิตห่วงประชาชนรับข่าวความรุนแรงต่อเนื่องจนระแวงสังคม เร่งสื่อสารให้ความรู้

หลังจากมีการเผยแพร่ข่าวผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมหลายศพในเวลาไม่กี่ปี ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่าผู้ต้องหาเป็นโรคทางจิตเวชหรือไม่

วันนี้ (1 พฤษภาคม 2566) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า การวินิจฉัยทางการแพทย์ต้องผ่านกระบวนการ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจสภาพจิต โดยจิตแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่สามารถอาศัยเพียงข้อมูล หรือพฤติกรรมที่ปรากฏในสื่อมาใช้ในการวินิจฉัยได้

พญ.อัมพร กล่าวว่า นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงของอาการเจ็บป่วยก็เป็นความลับผู้ป่วยที่ไม่สามารถนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะได้

“อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลจิตเวช มิได้หมายถึงการมีโรคทางจิตเวชรุนแรงเท่านั้น เพราะประชาชนโดยทั่วไปก็สามารถไปรับการรักษาได้ โดยมีทั้งปัญหาสุขภาพจิตเล็กน้อยบางประเภท ตั้งแต่อาการนอนไม่หลับ เครียด จนถึงปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงก็ได้ ฉะนั้น การที่บุคคลใดอ้างถึงประวัติการรักษาด้านจิตเวชเมื่อมีการกระทำผิดกฎหมาย จึงต้องนำข้อมูลความเจ็บป่วยมาวิเคราะห์ประกอบอย่างระมัดระวัง” พญ.อัมพร กล่าวและว่า สิ่งที่เป็นห่วงในระยะนี้ คือ เนื้อหาข่าวที่รุนแรง มักดึงดูดให้ประชาชนรับข่าวสารมากเกินไป การเสพข่าวที่ขาดวิจารณญาณและสติ จนเหมือนความรุนแรงโหดร้ายอยู่ใกล้ตัวมากๆ สามารถนำไปสู่ความหวาดระแวงคนใกล้ชิดและคนรอบข้าง กลัวเหตุการณ์จะเกิดขึ้นกับตนเอง กลายเป็นความตระหนกและส่งผลต่อสัมพันธภาพของบุคคล

Advertisement

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ต้องระวังอีกเรื่อง คือ การรับข้อมูลซ้ำๆ อาจจะทำให้เกิดการชาชินต่อสถานการณ์ เกิดจินตนาการพฤติกรรมความรุนแรง หรือเกิดการเลียนแบบได้ โดยเฉพาะเมื่อการนำเสนอข่าวที่มีการกล่าวถึงชื่อ ให้รายละเอียดวิธีการก่อเหตุอย่างมาก ใช้เวลาบรรยายนานและมีสีสันคล้ายละคร อาจทำให้กลุ่มบุคคลที่มีความอ่อนไหว เปราะบาง หรือผู้ที่กำลังประสบปัญหากดดันที่เก็บสะสมอารมณ์ด้านลบหรือมีพื้นฐานเกลียดชังสังคมอยู่ก่อน กลับมองเห็นการก่อเหตุเป็นต้นแบบผิดๆนี้ เป็นทางเลือกแก้ปัญหาชีวิตของตน

“ผลกระทบของการนำเสนอข่าวอีกข้อที่พึงระวัง คือ การสัมภาษณ์ครอบครัวของผู้ก่อเหตุหรือเหยื่อ หรือการขุดคุ้ยปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร้ขอบเขต ยังสร้างรอยแผลทางใจต่อคนรอบตัวของผู้ก่อเหตุ บางข่าวมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสู่สาธารณะ ทำให้สภาพความเป็นอยู่ส่วนตัวหรือความเกี่ยวข้องกับบุคคลอันเป็นที่รักอาจได้รับผลกระทบ และสร้างความเสียใจหรือปัญหาที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย ดังนั้น กรมสุขภาพจิตจึงมีการเฝ้าระวังดูแลบุคคลใกล้ชิดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ พร้อมแนะนำประชาชนในการรับข้อมูลสื่อสารที่ก้าวร้าวรุนแรงในระดับที่เหมาะสม ไม่ใช้เวลาอยู่หน้าจอทีวีหรือสื่อออนไลน์ อินเตอร์เน็ต นานๆหลายชั่วโมงติดต่อกันจนเกิดความรู้สึกหม่นหมอง พิจารณารับคำแนะนำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตจากผู้ที่ตนเองไว้ใจ เชื่อถือได้ มีความตระหนักโดยไม่ตระหนก หากกังวลมากสามารถโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคจิตเวชต้องยึดหลักการแพทย์ และสังคมควรรับฟังข่าวสารอย่างเหมาะสม” พญ.อัมพร กล่าว