รู้จัก! โครงการฟันเทียม รากฟันเทียม เฉลิมพระเกียรติฯ คืนฟัน=คืนสุข ให้ผู้สูงวัย

10.05.23 | 14:19 น.

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายก็เสื่อมสภาพลง โรคภัยไข้เจ็บก็ราวกับเพื่อนสนิทที่วนเวียนเข้ามาเยี่ยมไม่ขาดสาย อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึงโรคต่างๆ ของผู้สูงอายุคนมักจะคิดถึงแต่โรคร้ายแรง แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนยังไม่ค่อยตระหนักรู้ นอกจากจะเผชิญด้วยตัวเอง นั่นคือ ปัญหาการสูญเสียฟัน ซึ่งแม้จะไม่ร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็เป็นต้นตอของการเกิดโรคภัยอื่นๆ ตามมา และที่สำคัญคือ คุณภาพชีวิตของผู้ที่สูญเสียฟันนั้นย่ำแย่ลง

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัยŽ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า กรมอนามัยสำรวจสภาวะทันตสุขภาพระดับประเทศทุก 5 ปี พบว่า ในปี 2560 ผู้สูงอายุ 60-74 ปี มีฟันแท้เฉลี่ย 18 ซี่ต่อคน และเมื่ออายุ 80-85 ปี ลดลงเหลือเพียง 10 ซี่ต่อคน และยังพบผู้สูงอายุที่สูญเสียฟันทั้งปากถึงร้อยละ 8.7

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า การสูญเสียฟันส่งผลกระทบในหลายมิติ ในมิติด้านสุขภาพ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเกิดภาวะแทรกซ้อนในช่องปาก เช่น เบาหวาน มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์อักเสบ หรือหากผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดีจะส่งผลให้ปัญหาในช่องปากทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจนสูญเสียฟัน รวมถึงรอยโรคในช่องปาก อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนก็มักจะสูงตามไปด้วย อีกทั้งรอยโรคในช่องปากในบางรายก็อาจนำไปสู่การเกิดมะเร็งและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

Advertisement

“นอกจากมิติด้านสุขภาพแล้วยังส่งผลต่อในเรื่องการใช้งาน เช่น การกินอาหาร เมื่อไม่มีฟันสำหรับบดเคี้ยวทำให้ต้องกินเฉพาะพวกอาหารนิ่มๆ มีแต่แป้ง ทำให้ได้สารอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ส่งผลให้ร่างกายไม่แข็งแรง หรือเรื่องอารมณ์ เช่น การพูดไม่ชัด ไม่กล้ายิ้ม ความไม่มั่นใจ หรือไม่กล้าออกไปพบปะสังสรรค์กับผู้คน และบางรายยังมีผลในเรื่องของการนอนหลับ เช่นเดียวกับมิติด้านการเงิน การรักษาอาจมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากสิทธิรักษาพยาบาล หรือขั้นต่ำก็คือต้องลางานไปรับการรักษาจนสูญเสียรายได้”Ž นพ.สุวรรณชัย กล่าว

ทั้งนี้ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การรักษาผู้ที่สูญเสียฟันก็คือต้องทำฟันเทียมมาใส่เพื่อให้สามารถกลับมาบดเคี้ยวอาหารได้ และในกรณีที่คนคนนั้นมีเหงือกและกระดูกกรามแบนจนไม่สามารถใช้ฟันเทียมได้ ก็ต้องมีการฝังรากฟันเทียมเข้าถึงกระดูกเพื่อเป็นตัวยึดให้ฟันเทียมมีความแน่นหนา ไม่กดเมื่อใช้บดเคี้ยวอาหารนั่นเอง อย่างไรก็ดี การรักษาไม่ว่าจะเป็นการทำฟันเทียม หรือฝังรากฟันเทียม หากต้องจ่ายเองจะมีราคาที่ค่อนข้างแพง เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะประชาชนผู้มีรายได้น้อย

ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สธ. กรมอนามัย และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจึงได้จัดทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาการสูญเสียฟันในผู้สูงอายุ ในอดีตคือ โครงการฟันเทียมพระราชทาน โครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 และปัจจุบันก็คือ โครงการฟันเทียม รากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ทั้งหมดนี้ให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย“Ž นพ.สุวรรณชัย กล่าว

ศ.พิเศษ ทพญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุชŽ ประธานกรรมการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงที่มาของการจัดทำโครงการฟันเทียม รากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสในปี 2546 ว่า คนเราเวลาไม่มีฟันนั้น กินอะไรไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข ใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรงŽ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง สธ. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คณะทันตแพทยศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัย รวมทั้งภาคีเครือข่ายต่างๆ จัดทำโครงการฟันเทียมพระราชทาน ให้ประชาชนทุกสิทธิสามารถทำรากฟันเทียมได้ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ซึ่งรวมไปถึงระดับโรงพยาบาลชุมชนด้วย โดยนับตั้งแต่ปี 2548-2565 มีผู้สูงอายุได้รับการใส่ฟันทั้งปากประมาณ 7.2 แสนคน

ศ.พิเศษ ทพญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา กล่าวว่า ในส่วนของรากฟันเทียมนั้นมีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในปี 2546 เช่นกัน ขณะนั้นทันตแพทย์ได้ถวายการรักษาพระทนต์แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการใส่รากฟันเทียม และพระองค์ทรงพอพระทัยกับรากฟันเทียมนี้มาก

“ทรงรับสั่งว่า ฟันเทียมนี้ดีจริงๆ ดีกว่าฟันจริงของเราเสียอีก รวมทั้งมีพระราชปรารภต่อไปว่า หากแม่ยังอยู่ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ก็อยากใส่ถวายแก่ท่าน เพราะระยะหลังๆ ท่านเสวยอะไรไม่ค่อยได้ เพราะเจ็บฟันอยู่เสมอ อีกทั้งทรงรับสั่งต่อไปว่า ถ้าหากครั้งนั้น เราใส่ถวายให้แก่ท่าน ท่านอาจมีพระชนมายุยืนยาวกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ อย่างไรก็ดี เนื่องจากขณะนั้น รากฟันเทียมยังมีราคาค่อนข้างสูง เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริของพระองค์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ชื่อเดิม) ร่วมกับ สธ.และคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้ทำการศึกษาวิจัยและผลิตรากฟันเทียมเพื่อใช้ในประเทศ และจัดทำเป็นโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ ในปี 2550 โดยนำรากฟันเทียมที่ผลิตเองมาใช้ในโครงการนี้ ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้สูงอายุได้รับการฝังรากฟันเทียม 2 ราก 18,400 ราย หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จขึ้นครองราชย์ และมีพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไปŽ เพื่อเป็นการสนองพระราชโองการ มูลนิธิทันตนวัตกรรม สธ., สปสช. และภาคีเครือข่าย จึงได้จัดทำโครงการฟันเทียม รากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ โดยเริ่มที่ผู้มีสิทธิบัตรทองซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และรากฟันเทียมในโครงการนี้ก็เป็นรากฟันเทียมที่มูลนิธิทันตนวัตกรรมพัฒนาคุณภาพต่อยอดจากของเดิมให้ยึดติดกับกระดูกได้ดีขึ้น ใช้งานได้สะดวกขึ้น”Ž ศ.พิเศษ ทพญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา กล่าว

ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารีŽ เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รากฟันเทียมราคาแพงมาก จนเมื่อประเทศไทยสามารถผลิตรากฟันเทียมได้ในราคาที่ต่ำลง สปสช.จึงมีแนวคิดนำผลิตภัณฑ์นี้บรรจุเป็นสิทธิประโยชน์แก่ผู้สูงอายุ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟันเทียม รากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งนี้ ผู้ที่มีสิทธิได้รับรากฟันเทียมในโครงการนี้ เบื้องต้นจะเป็นกลุ่มผู้มีสิทธิบัตรทองที่มีความจำเป็นต้องใช้ฟันเทียมทั้งปาก แต่เหงือกร่นจนไม่สามารถใช้ฟันเทียมได้ก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ลำบากที่สุดที่ไม่มีฟันบดเคี้ยวเลย


“แต่ไม่ได้หมายความว่า สปสช.ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่กลุ่มอื่นๆ ที่อาจต้องการฝังรากฟันเทียมแค่ 1 ซี่ เพียงแต่ในขณะนี้ขอเริ่มที่กลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันทั้งปากและเหงือกร่นจนกระทั่งไม่สามารถใส่ฟันปลอมชนิดถอดได้ก่อน และจะขยายไปยังกลุ่มอื่นๆ ในอนาคต ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการบดเคี้ยวสามารถติดต่อไปยังหน่วยบริการที่มีทันตแพทย์ใกล้บ้านเพื่อขอรับคำปรึกษา หากทันตแพทย์วินิจฉัยแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นต้องฝังรากฟันเทียมก็จะดำเนินการฝังรากฟันให้ หรือถ้าหน่วยบริการนั้นทำไม่ได้ก็จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่สามารถทำได้ โดย สปสช.จะสนับสนุนในการจัดซื้อรากฟันเทียมนี้ให้ รวมทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้เพียงพอกับความต้องการของโรงพยาบาล”Ž นพ.จเด็จ กล่าว

ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน สปสช. โทร 1330 หรือไลน์ สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso