สสส.เปิดเวทีผ่า “นโยบายสูงวัย” เอ็นจีโอแนะรุ่นเก๋าเข้าคูหาใช้สิทธิอย่างมีคุณภาพ
วันนี้ (11 พฤษภาคม 2566) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนารู้ทันสื่อการเมือง หัวข้อ “นโยบายขอเสียงผู้สูงอายุ” ก่อนเลือกตั้งปี 2566

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT.ORG กล่าวว่า COFACT มีการใช้แชทบอท ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลกลางเพื่อช่วยตรวจสอบข่าวลวง ซึ่งตามหลักสากลข่าวลวงจะมีทั้งหมด 7 ระดับ ไล่จากระดับที่เกิดความรุนแรงน้อยที่สุดไปจนถึงมากที่สุด และว่า ขณะนี้ COFACT ติดตามข่าวลวงทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง 2566 พบว่าข้อมูลข่าวสารยุคนี้ไม่ได้ปลอมเสียทีเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นการบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างในทางการเมือง มีตั้งแต่ข่าวลวงระดับเบา อันตรายน้อยที่สุด และหากรู้เท่าทันก็จะไม่อันตราย แต่จะอันตรายกับคนที่ไม่รู้เท่าทัน เช่น ภาพล้อเลียน ข้อความเสียดสี การตัดต่อ
“อย่างล่าสุด แคมเปญหาเสียงของพรรคการเมืองที่ยิงเลเซอร์ไปบนสะพานพระราม 8 จากนั้น ก็เกิดภาพล้อเลียน นำภาพนั้นมาดัดแปลงเป็นข้อความอื่นๆ แล้วเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งต้องยอมรับว่าหลายคนไม่ทราบว่าภาพต้นฉบับเป็นข้อความอะไร เมื่อเห็นภาพบิดเบือนก็คิดว่าเป็นของจริง ก็อาจจะแชร์ต่อ หรือเกิดอารมณ์ร่วม เช่น โกรธ ฯลฯ ส่วนข่าวลวงระดับกลาง คือ มีความจริงบางส่วน หรือเป็นทฤษฎีสมคบคิด ซึ่งมักจะพบบ่อยในเรื่องอุดมการทางการเมือง การสร้างความไม่น่าเชื่อถือ ไปจนถึงเรื่องศาสนา ตัวอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นับถือศาสนาอิสลาม ก็มีการบิดเบือนว่านายกฯ ประยุทธ์จะเผาวัด หรือนโยบายบางพรรคการเมืองที่จะปรับโครงสร้างงบประมาณข้าราชการบำนาญ แต่มีการบิดเบือนว่าจะยกเลิก และต่อมา ระดับแรงสุด คือ ข้อมูลปลอม 100% ตั้งใจทำมาใส่ร้ายป้ายสี ด้วยเจตนาไม่ดี” น.ส.สุภิญญา กล่าว
น.ส.สุภิญญา กล่าวอีกว่า ดังนั้น การเลือกตั้ง ต้องตั้งหลักในการพิจารณานโยบายทางการเมือง ซึ่งเข้าใจได้ว่าพรรคการเมืองต่างก็พูดเรื่องดี
“แต่สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ พูดเท็จ หรือใส่ร้ายคนอื่น ส่วนประชาชนเอง การที่รับข้อมูลมาแล้วก็ต้องใจเย็นๆ และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน และสุดท้ายเราต้องไปเลือกตั้ง เลือกคนที่เราพอใจที่สุด แต่ให้มั่นใจว่าการตัดสินใจอยู่บนฐานข้อมูลที่รอบด้าน หรือแม้ว่าเราจะได้ข้อมูลเพียงพอ ได้ข้อเท็จจริงว่า พรรคหรือคนที่เราเลือกเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเราตัดสินใจจะเลือกก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ถ้าข้อมูลที่ไม่จริงแล้วเราบอกว่าจริง นั่นก็เท่ากับเราไม่เปิดใจกว้าง” น.ส.สุภิญญา กล่าว

ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ประเด็นแรก คือ ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งพรรคการเมืองทราบเรื่องนี้ดีว่า คนสูงวัยคือกลุ่มใหญ่ ถ้าตัดกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ก็ทำให้คนสูงวัยคือ 1 ใน 4 ของประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้ง และในอนาคตก็จะเป็น 1 ใน 3
“อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งจะต้องไม่ใช้อารมณ์รัก ชอบ เกลียด ชัง ซึ่งเป็นเรื่องพูดง่ายแต่ทำยาก ต้องใช้สติที่เกิดจากคุณภาพจิตที่ผ่านการฝึก เพราะการที่มีสติดีขึ้นจะเชื่อมโยงกับการรับรู้ข้อมูลต่างๆ ประเด็นต่อไปคือ ผู้สูงอายุอยู่ร่วมกับลูกหลาน ดังนั้น การเปิดใจกว้างเรียนรู้ร่วมกันเป็นเรื่องสำคัญ หนึ่งในสาเหตุที่ประเทศไทยไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ เพราะเรามีความเกลียดชังในความเห็นต่างสูง เช่น การแบ่งพรรค แบ่งฝ่าย แบ่งสี กลุ่มคนอยากปฏิรูปสถาบันกับกลุ่มคนอนุรักษ์สถาบัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อเกิดคำพูดเกลียดชัง หรือ เฮตสปีช (Hate speech) จากนั้นก็จะเป็นการใช้ความรุนแรงได้ ซึ่งประเทศที่ก้าวไปข้างหน้าได้ เขามองว่าความเห็นต่างคือต้นทุนทางสังคม ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา ทำให้ประเทศเหล่านั้นก้าวข้ามปัญหาไปได้ ซึ่งตรงข้ามกับบ้านเราที่เฮทสปีดเป็นเรื่องปกติ หรือถ้าคิดต่างกับผู้มีอำนาจก็จะถูกเล่นงาน ผู้สูงอายุที่ผ่านโลกมามาก สามารถเป็นผู้จรรโลงสังคมให้เกิดการยอมรับความเห็นต่างได้ เราจึงควรมีจิตใจเปิดกว้างมากที่สุด เพราะถ้าเราผ่านโลกมากที่สุดแต่จิตใจคับแคบสุด ก็ลำบาก จะบอกให้เด็กฟังผู้ใหญ่แต่ผู้ใหญ่ไม่ฟังเด็ก ก็ไปกันใหญ่ เพราะจริงๆ คนหนุ่มสาวผ่านโลกมาน้อย คนสูงวัยก็ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเขา” นพ.ยงยุทธ กล่าว

ขณะที่ น.ส.อรุณี ศรีโต อดีตผู้นำสหภาพแรงงานไทยเกรียง และอดีตประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กล่าวว่า การเลือกตั้งปี 2566 ผู้สูงอายุมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นจากปี 2562 อย่างมาก หลายพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับนโยบายเพื่อผู้สูงอายุมากขึ้น
“ผู้สูงอายุจะมีอำนาจอยู่อีก 2 วัน จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ที่มีการเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งเขาจะไม่ไหว้เราแล้ว ดังนั้น ผู้สูงอายุเองจำเป็นต้องศึกษาและตั้งหลักก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง อย่างที่เห็นว่าขณะนี้มีนโบายเบี้ยผู้สูงอายุเยอะไปหมด ก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำได้หรือเปล่า เราจึงต้องศึกษา วิเคราะห์ให้ดี ตอนนี้ผู้สูงอายุกำลังมีอำนาจต่อรอง ดังนั้น เราต้องพิจารณาใช้สิทธิของตัวเองให้มีคุณภาพ ผู้สูงอายุเคยได้เลือกตั้งมาหลายรอบแล้ว ดังนั้นจะมีประสบการณ์ ขอให้ผู้สูงอายุใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพ” น.ส.อรุณี กล่าว
น.ส.อรุณี กล่าวถึงนโยบายพรรคการเมือง ว่า ต้องดูภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งระยะหลังเห็นว่ามีบัตรคนจนขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี
“ไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจที่ต้องไปแย่งลงทะเบียนบัตรคนจน เพราะเราจะต้องอยู่ในสังคมได้พึ่งพาตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ผู้สูงอายุที่แข็งแรงจะต้องมีงานทำได้ ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องไปแก้กฎหมายของกระทรวงแรงงาน อย่างเช่นกฎหมายเพื่อผู้พิการ ที่โรงงานขนาด 200 คน จะต้องจ้างผู้พิการ 2 คน ซึ่งถ้าไม่จ้างผู้พิการก็จะต้องเสียค่าปรับให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดังนั้น ถ้าหากมีกฎหมายลักษณะคล้ายกัน เช่น โรงงานขนาดใหญ่ แต่ไม่จ้างงานผู้สูงอายุอาจจะโดนค่าปรับ ซึ่งการจ้างงานนั้นก็อาจจะปรับให้ชั่วโมงการทำงานสั้นลง ขณะเดียวกัน ท้องถิ่นเองก็ต้องมีนโยบายดูแลผู้สูงอายุที่ร่วมจ่ายกับลูกหลาน เช่น 1 เทศบาล 1 ศูนย์ หรือ 1 อบต. 1 ศูนย์ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านตามลำพัง และเพื่อดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุด้วย รัฐบาลใหม่ ควรผลักดันให้นโยบายผู้สูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ และต้องสร้างแรงจูงใจให้เกิดการจ้างงานผู้สูงอายุ เช่น การลดหย่อนภาษี” น.ส.อรุณี กล่าว

