จิตแพทย์ชี้ตื่นตัว “การเมือง” เรื่องดี แนะไม่สร้าง “วาทกรรมเกลียดชัง” อาจทำคนลงถนนได้

22.05.23 | 14:28 น.

จิตแพทย์ชี้ตื่นตัว “การเมือง” เรื่องดี แนะไม่สร้าง “วาทะกรรมวาทกรรมเกลียดชัง” อาจทำคนลงถนนได้

เมื่อวันที่ 22 เมษายน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสังคมมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ในช่วงหลังการเลือกตั้ง จนทำให้เกิดการบูลลี่ (Bully) ว่า ความตื่นตัวทางการเมืองเป็นเรื่องดี แสดงให้เห็นความเป็นห่วงบ้านเมืองของพลเมือง ก็จะทำให้ประเทศมีโอกาสเดินไปข้างหน้าโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ต้องพึงระวัง 2 ประเด็น คือ 1.อย่าเครียดจนเสียสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะการแสดงความเห็นผ่านสื่อออนไลน์ 2.ต้องไม่สร้างความเกลียดชัง ไม่สร้างข่าวลวง (Fake News) อย่างไรก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่การปรับเปลี่ยนมุมมอง (Mindset) ต้องมองว่า ความคิดต่างเป็นต้นทุนของสังคม ถ้ามีใจเปิดกว้างก็จะมีการใช้เหตุผลในการรับข้อมูลมากกว่าการใช้อารมณ์ที่อาจเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ เช่น การใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ที่จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในอนาคตได้ การเผยแพร่ข่าวลวง ที่จะมีการส่งต่อไปเรื่อยๆ จาก 1 คน ก็นำไปสู่คนหลายๆ กลุ่ม

หากเรามองว่า อีกฝ่ายเป็นคนไม่ดี เราก็พร้อมที่จะทำความรุนแรงกับเขาได้ จากวาจาสู่การกระทำ ก็จะนำไปสู่ความยุ่งเหยิง ความปั่นป่วนของสังคม ดังนั้น เราต้องเปิดใจกว้าง รับเหตุผลโดยไม่ใช้อารมณ์ ทางสุขภาพจิตจะมีคำแนะนำหลักคือ 1 เตือน 2 ไม่ ได้แก่ (เตือน) คนที่ส่งข้อความด้านลบที่ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจด้วยการเตือนอย่างสุภาพ ซึ่งมีผลศึกษาแล้วว่าได้ผลดีและไม่สร้างความรุนแรง และ (ไม่) ผลิตข้อความข่าวลวง หรือเฮตสปีช (ไม่) ส่งต่อข้อความ” นพ.ยงยุทธกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ความคิดต่างในสังคมทำให้เกิดการแบ่งแยก เช่น ล่าสุดที่มีการวาทกรรม “มีกรณ์ไม่มีกู” ก็จะเห็นได้ว่ามีทั้งคนรักและคนเกลียดชัง นพ.ยงยุทธกล่าวว่า การแสดงความเห็น ควรเป็นเรื่องของเหตุผล ถ้ามีการฟอร์มรัฐบาลแล้วเราไม่ชอบ ก็ควรจะมีเหตุผล ไม่ใช่เอามาด่าว่ากันอย่างเดียว ซึ่งการแสดงเหตุผลซึ่งกันและกัน ก็จะเป็นทางออกของบ้านเมืองที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเราใช้แต่อารมณ์ ก็จะไม่เกิดผลดี

เมื่อถามว่า ขณะนี้ทัศนคติการเมืองเปลี่ยนไปหรือไม่ มีการชื่นชอบตัวบุคคล คล้ายกับคนดัง ดารานักแสดง นพ.ยงยุทธกล่าวว่า ต้องมอง 2 ด้าน เพราะคนที่พูดด้านดีก็เยอะ คนที่ใช้อารมณ์ รัก ชอบ เกลียดชัง ก็มีพอสมควร ประเด็นต้องเป็นแบบแรกให้เยอะ ลดแบบที่สองให้น้อยลง ซึ่งคนมีเหตุผลก็มีมาก ดังนั้น เราต้องสนับสนุนแบบแรก และลดแบบที่สอง ซึ่งขณะนี้ตนคิดว่า หากเราเดินไปข้างหน้าได้ โดยทำให้สัดส่วนในการพูดกันแบบมีเหตุผลก็จะเป็นทางออกที่ดี

Advertisement

ต่อข้อถามว่า การจับขั้วต่างๆ มีเรื่องมติมหาชนมาเกี่ยวข้อง ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นพ.ยงยุทธกล่าวว่า ก็เป็นเหตุผลหนึ่งจะยกมาได้ แต่อาจมีเหตุผลอื่นๆ เช่น เขาได้เสียงข้างมากก็เป็นเหตุผล แต่ก็มีเหตุผลว่า บางเรื่องอาจไม่ใช่ข้อตกลงร่วมก็ได้ ก็จะเป็นเรื่องเหตุผลต่อเหตุผล หากเป็นลักษณะนี้บ้านเมืองจะมีทางออก อย่างไรก็ตาม การมีเสียงข้างมาก เป็นหนึ่งเหตุผลที่ยอมรับได้ ก็ใช้ไปได้ แต่ก็ต้องฟังเหตุผลอื่นๆ ด้วย เนื่องจากในเสียงข้างมากก็ไม่ใช่ข้างมากทุกประเด็น ยังมีบางประเด็นที่ไม่ใช่จุดร่วมของทุกฝ่าย หากใช้เหตุผลก็จะมาถึงจุดที่ทุกคนยอมรับได้

“สิ่งสำคัญเพื่อเพิ่มความมีเหตุมีผลขอให้ใช้ 1 เตือน 2 ไม่ ที่ต้องระวังที่สุด คือ อย่าใช้อารมณ์มากเกินไป ประเทศที่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ ต้องอยู่ได้ท่ามกลางความแตกต่าง เพราะความแตกต่าง เป็นโอกาส เป็นทางเลือกของสังคม เพราะหากเราเลือกอยู่ทางเดียว เมื่อเกิดปัญหาก็จะไม่มีทางออก การที่มีหลายทางเลือกจึงเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งในหลายประเทศที่ผ่านวุฒิภาวะ ผ่านสิ่งต่างๆ มาเยอะแยะ จะรู้ว่า ความต่างไม่ใช่ความผิด ความต่างไม่ใช่อาชญากรรม แต่การสร้างเฮตสปีช สร้างความเกลียดชัง คือ การสร้างความรุนแรง” นพ.ยงยุทธกล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์ปัจจุบัน จะก่อให้เกิดการลงถนนของประชาชน ทั้งรู้สึกไม่พอใจกับผลการตั้งรัฐบาลหรือไม่ นพ.ยงยุทธกล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิของประชาชนตามกฎหมาย ขอเน้นย้ำเรื่องการทำให้ถูกกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมีประสบการณ์เรื่องนี้มาหลายครั้ง ส่วนความกังวลว่าจะเกิดความรุนแรงหรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่ 50 ต่อ 50 จะเห็นว่ามีความรุนแรงหรือไม่ ก็ต้องดูการเมืองในขณะนั้น ดังนั้น ความสำคัญคือ การไม่ส่งต่อวาทกรรมรุนแรงต่างๆ ตามหลัก 1 เตือน 2 ไม่ ขณะเดียวกัน การติดตามข่าวของประชาชนควรมาจากสื่อกระแสหลัก ที่มีกองบรรณาธิการกลั่นกรอง มีความเป็นกลาง ซึ่งจะต่างกับสื่อเลือกข้าง ที่จะสื่อสารข้อมูลเพียงด้านเดียว ทำให้ประชาชนได้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน