‘ปานเทพ’ สวน ‘พิธา’ ดันสุราก้าวหน้า แต่คืนกัญชาเป็นยาเสพติด ชี้ย้อนแย้ง จี้เร่งออก พ.ร.บ.

‘ปานเทพ’ สวน ‘พิธา’ ดันสุราก้าวหน้า แต่คืนกัญชาเป็นยาเสพติด ชี้ย้อนแย้ง จี้เร่งออก พ.ร.บ.

วันนี้ (23 พฤษภาคม 2566) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ … ให้สัมภาษณ์ภายหลังเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการลงนามเอ็มโอยู 8 พรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อตกลงที่ 16 มีการระบุว่า จะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดให้โทษ แต่ร้านที่เปิดจำหน่ายกัญชาอย่างถูกต้องก่อนหน้านี้จะไม่ได้รับผลกระทบ ว่าเรื่องแรก ไม่เห็นด้วยกับการให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยการตัดสินของรัฐบาลชุดที่แล้วปลดล็อกกัญชาออกมาเนื่องจากมีผู้ป่วยที่ใช้กัญชาแต่ไม่ได้รับกัญชาจากแพทย์จำนวนมากถึง 3.8 ล้านคน

นายปานเทพกล่าวว่า ดังนั้น การปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดก็ทำให้เขาไม่ถูกจำคุกหรือถูกรีดไถ ขณะเดียวกัน การเอากัญชากลับเป็นยาเสพติดก็ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากกลายเป็นนักโทษ โดยมีตัวเลขการสำรวจพบว่า ในช่วงที่กัญชาเป็นยาเสพติดมีผู้ใช้กัญชานอกการจ่ายยาของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สูงถึงร้อยละ 95 ในโดยในจำนวนนี้ มีร้อยละ 83 ใช้นอกข้อบ่งใช้จากประกาศ สธ. โดยแพทยสภา ซึ่งหมายความว่า มีผู้ป่วยสามารถใช้ประโยชน์จากกัญชาได้มากกว่าที่มีการใช้โดยแพทย์ แต่กลับได้ผลดีถึงดีมากในการรักษาถึงร้อยละ 93 นอกจากนั้นยังสามารถทำให้ผู้ป่วยลด หรือเลิกใช้ยาแผนปัจจุบันได้ถึงร้อยละ 58

“คนเหล่านี้ไม่ควรเป็นนักโทษ ถ้าเอากัญชากลับเป็นยาเสพติดอีก เขาจะกลับไปเป็นนักโทษทันที เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในการจ่ายยาของแพทย์ คุณพิธาอาจไม่เข้าใจในเรื่องนี้ และเรื่องต่อมาที่คุณพิธายังไม่เข้าใจแล้วคิดแบบเมืองนอกคือ แม้กัญชาเป็นยาเสพติดแล้ว จะใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย ผมเรียนตามตรงว่า ตอนกัญชาเป็นยาเสพติดแพทย์จ่ายยายากมาก เพราะมีขั้นตอนมากในฐานะยาเสพติด ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงกัญชาของประชาชน และเรื่องต่อมาคือ สามารถลดใช้ยาแผนปัจจุบันถึงร้อยละ 58 ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทยาโดยตรง และย้ำว่าการจะให้แพทย์ หรือแพทย์ไทยไปนั่งจ่ายยาในร้านขายกัญชานั้นไม่สามารถทำได้แน่นอน เพราะว่าแพทย์จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในสถานพยาบาล ไม่ใช่ร้านขายกัญชา ผมคิดว่าการเดินทางปลดล็อกถูกต้องมาครึ่งทางแล้ว การควบคุมกัญชาไม่จำเป็นต้องเอากลับไปเป็นยาเสพติดที่มีกฎหมายคุมเข้มข้น ยากแก่การเข้าถึง แต่ถ้าเราใช้กฎหมายควบคุมจัดการคนทำผิดกฎหมาย เราก็จะหาทางออกได้” นายปานเทพกล่าว

Advertisement

นอกจากนี้ นายปานเทพกล่าวต่อไปว่า ขอย้ำว่ากัญชาเสพติดยากกว่าเหล้าและบุหรี่ ดังนั้น ถ้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) จะผลักดันเรื่องสุราก้าวหน้า ให้มีเสรีในการดื่มสุรา แล้วเหตุใดจะมีการจัดการกับกัญชาทั้งๆ ที่มีสรรพคุณเป็นยามากกว่าบุหรี่และสุรา

“มองว่าหลักการนี้ย้อนแย้งกัน เพราะถ้าควบคุมเรื่องสุราเสรีไม่ได้ก็คงต้องเอาสุราไปเป็นยาเสพติด แล้วคุมด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แต่เหตุใดถึงทำเรื่องสุราก้าวหน้าได้ ผมคิดว่าคุณพิธารู้แก่ใจว่ากัญชาคืออะไร จึงมีการเสนอให้ใช้สันทนาการในปี 2562 และเสนอให้ไม่เป็นยาเสพติด ผมคิดว่าคุณพิธาควรเลือกหนทางในการพูดความจริงกับประชาชนในความรู้ที่ตัวเองมี ถ้าประชาชนไม่เข้าใจ ก็ให้ความรู้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ตัวเองรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่กลับเสนอหนทางให้ประชาชนไม่เข้าใจ เพียงเพื่อคะแนนเสียงตัวเอง นั่นเท่ากับการทำให้สิ่งที่คุณพิธาเข้าใจถูกนำเสนอขัดแย้งกับสิ่งที่อยู่ในใจคุณพิธาเอง ดังนั้น ถ้าคุณพิธาเลือกยืนหยัดให้ความเข้าใจประชาชน จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากในการใช้กัญชา” นายปานเทพกล่าว

นายปานเทพยังกล่าวถึงกรณีที่จะนำกัญชากลับเป็นยาเสพติด แต่ให้มีการจำหน่ายกัญชาได้ ว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในการเปิดร้านขายกัญชาภายใต้เงื่อนไขว่าเป็นร้านขายยาปกติ

“จะเจออุปสรรคอีกมาก ยิ่งบอกว่าจะเปิดพื้นที่สันทนาการได้ ต้องถามว่าได้ถามกับ ป.ป.ส.แล้วหรือยัง ผมคิดว่าคุณพิธายังไม่เข้าใจบริบทการเผชิญหน้ากับวงการแพทย์ วงการที่ได้รับประโยชน์หากกัญชาเป็นยาเสพติด” นายปานเทพกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้ยืนยันว่ากัญชาเป็นยาเสพติดแล้วใช้เฉพาะการแพทย์ก็จะกระทบต่อผู้ป่วยที่ใช้กัญชาอยู่ดีหรือไม่ นายปานเทพกล่าวว่า เมื่อปี 2562 มีการปลดล็อกกัญชาใช้เฉพาะทางการแพทย์ เมื่อปี 2564 ศูนย์ศึกษาปัญหายาเสพติดได้รวบรวมข้อมูลระหว่างปี 2563-2564 พบว่าคนส่วนใหญ่ใช้กัญชาโดยที่แพทย์ไม่ได้จ่าย ที่มีจำนวนมากพอที่เราต้องมาคิดว่าเขาจะสูญเสียอะไรหากกัญชาเป็นยาเสพติด หรือการใช้กัญชาจากตลาดมืดที่ไม่มีการตรวจสอบอะไรได้ ดังนั้น ถ้าจะเดินซ้ำรอยเดิมอีก ก็แปลว่าไม่ได้ฟังเสียงผู้ป่วย

เมื่อถามเรื่องความกังวลว่า เด็กและเยาวชนจะเข้าถึงได้ง่าย จะมีข้อเสนออย่างไร นายปานเทพกล่าวว่า เหล้าและบุหรี่เป็นสิ่งที่เสพติดง่ายกว่ากัญชา โดยเฉพาะสุราที่ติดง่ายกว่าถึง 2 เท่า และไม่มีสรรพคุณทางยาเหมือนกัญชา แต่เหตุใดถึงอยู่ในร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้สถานศึกษา และควบคุมเรื่องเด็กและเยาวชนได้ ต่อมาเรื่องการควบคุมกัญชายืนยันว่า ปัจจุบันมีการควบคุมการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน โดยมีโทษตามประกาศ สธ. ดังนั้น สิ่งที่ควรทำในวันนี้คือ เร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … ให้จบ เพราะผ่านการพิจารณาจากตัวแทนของพรรคต่างๆ รวมถึงพรรคก้าวไกล ซึ่งมีการกำหนดบทลงโทษที่มากกว่าประกาศ สธ. ไม่ใช่การเอากลับไปเป็นยาเสพติด แล้วมีผู้ป่วยเดือดร้อน

“การที่กัญชาถูกนำกลับไปเป็นยาเสพติดก็จะถูกผูกขาดกับทุนใหญ่ไม่กี่คน ที่มีความสามารถผลิตเป็นยา แล้วคนไทยก็จะเดือดร้อน” นายปานเทพกล่าว

เมื่อถามต่อว่า หากกลับเป็นยาเสพติดแล้ว ผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์จากกัญชาจะสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ นายปานเทพกล่าวว่า ต้องเดือดร้อนแน่นอน เพราะทันทีที่ออกประกาศกัญชาทั้งต้นจะเป็นยาเสพติดแน่นอน แม้กระทั่งใบที่ผสมในผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง จากที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว ก็กลับต้องเข้าไปผ่านคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดอีก จากที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจก็กลับจะเป็นการถอยหลัง และเป็นเรื่องที่เสียหาย ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะผลิตภัณฑ์ที่ผ่าน อย.กว่า 3,000 รายการ ต่างมีความปลอดภัยในการผลิตแล้ว ซึ่งถ้ากลับเป็นยาเสพติด คนเหล่านี้จะต้องทำลายสวนทิ้ง มีการเลิกจ้างงาน ยกเลิกการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้นๆ ดังนั้น การนำกัญชาไปเป็นยาเสพติดอีกครั้งต้องคิดให้รอบด้าน เพราะกระทบหลายมิติ ไม่ใช่กระทบคนที่เคยสูบกัญชาที่มีเพียง 5 ล้านคน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีจำนวนผู้บำบัดยาเสพติดจากกัญชาลดลงเหลือ 4,000 ราย เมื่อเทียบกับยาบ้าที่มีมากกว่าแสนราย

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image