เครือข่ายวิชาชีพทันตแพทย์เตือนสังคมรู้ทันพิษ “บุหรี่ไฟฟ้า” สูบ 1 ครั้ง เท่ากับ 4 มวน
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2566 ทพ.อดิเรก ศรีวัฒนาวงษา นายกทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้จัดการโครงการเครือข่ายวิชาชีพทันตแพทย์ต้านภัยยาสูบ กล่าวในงานเสวนา NONO WANNA KNOW SHORT FILM & LIVE TALK เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2566 ว่า ปัจจุบันมีนักสูบหน้าใหม่สนใจบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งๆ ที่อันตรายไม่ต่างจากบุหรี่มวน จึงควรมีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด ซึ่งจะทำให้บุหรี่ไฟฟ้าไม่สามารถเข้ามาทดแทนบุหรี่ธรรมดาได้ เพราะการสูบบุหรี่ไฟฟ้า 1 ครั้ง เท่ากับสูบบุหรี่ปกติ 4 มวน ถือว่าอันตรายกว่าการสูบบุหรี่ธรรมดา และไม่ใช่ทางเลือกในการช่วยเลิกบุหรี่ธรรมดา ทันตแพทย์ ถือเป็นคนแรกที่เห็นรอยโรค รอยเนื้อเยื่อในปากที่อาจลุกลามกลายเป็นมะเร็งได้

“ทันตแพทย์ได้ช่วยให้คนที่สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้หลายพันคน ช่วยคนที่เป็นรอยโรคและอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งในช่องปากได้ คนที่เลิกได้มีชีวิตที่ดีขึ้นช่วยให้ครอบครัวกลับมามีความสุขจากการเลิกบุหรี่ นอกจากนี้ ยังได้ช่วยให้ความรู้ที่ถูกต้องว่า การสูบบุหรี่ไม่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ ถือเป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่อยากลดละเลิกบุหรี่ และยังคงรณรงค์อยู่สม่ำเสมอ” ทพ.อดิเรก กล่าว
ผศ.ทพ.ณัฐวุธ แก้วสุทธา ประธานแผนงานย่อยที่ 4 สนับสนุนนโยบาย ยุทธศาสตร์ สถาบันการศึกษาปลอดบุหรี่และพัฒนาแกนนำนิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ กล่าวว่า นิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ ได้สอบถามความคิดเห็นของตัวแทนนักการเมือง สื่อมวลชน เด็กและเยาวชน เกี่ยวกับนโยบายบุหรี่ไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 1-12 พฤษภาคม 2566 และรวบรวมความคิดเห็นนำเสนอในรูปแบบสารคดีสั้น “CHOOSE” โดยไม่ตัดสินว่าแบบไหนดีหรือไม่ดี แต่นำเสนอเพื่อให้ทุกคนเลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงผู้กำหนดนโยบายสุขภาพของประเทศว่าควรตระหนักถึงสุขภาพของเด็กและประชาชนก่อน ซึ่งนิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ขอให้รัฐบาลกำหนดถึงสุขภาพของประชนในประเทศมาก่อนสิ่งอื่นๆ โดยมีการประกาศเจตนารมณ์ พร้อมส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลใหม่
ด้าน นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กล่าวว่า คนรุ่นใหม่เป็นเป้าหมายใหญ่ของบริษัทบุหรี่ เพราะเป็นการขยายตลาด สร้างรายได้ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องรณรงค์ในกลุ่มนิสิตนักศึกษา เพราะขณะนี้คนสูบบุหรี่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ โดยพบว่าอายุน้อยที่สุดคือ 6 ขวบ โดยเฉพาะการขยายวงของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการออกมาในรูปแบบใหม่ๆ จึงจำเป็นต้องให้ความรู้กับเยาวชน เสริมสร้างเครือข่ายเยาวชน ให้เพื่อนช่วยเพื่อน นิสิตนักศึกษาช่วยกันเอง โดยมีอาจารย์ ช่วยเสริมความรู้เรื่องโทษพิษภัยบุหรี่ เป็นพี่เลี้ยง ทำงานร่วมกัน ขณะเดียวกันเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพต่างๆ ก็จะต้องให้ความรู้ความเข้าใจกับเยาวชน ด้วยการย้ำว่า บุหรี่เป็นยาเสพติด การจะให้เลิกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพยายามให้ประชาชนได้รับความรู้มากที่สุด เพราะใช้กฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งที่ทำมาแล้วสำเร็จคือให้ความรู้อย่างจริงจัง
ขณะที่ นายภูวนนท์ ชัยชนะอุดมกุล นิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในฐานะประธานโครงการ NoNo No Smoking Rabbit กล่าวว่า นิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ต้านภัยยาสูบ ได้ทำจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้รัฐบาลเข้มงวดนโยบายการห้ามการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าและการจำหน่ายให้กับเยาวชน โดยขอให้ 1.คงกฎหมายห้ามการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าและจัดจำหน่าย (Totally Ban) โดยให้รัฐบาลคำนึงถึงโทษของบุหรี่ไฟฟ้าต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชน 2.บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยดำเนินคดีกับผู้ขาย โฆษณา สื่อสารการตลาดบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อป้องกันการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าที่ลักลอบจาหน่ายทางออนไลน์ให้แก่เด็กและเยาวชน 3.ขอให้รัฐบาลเร่งการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และสนับสนุนการให้ข้อมูลที่ถูกต้องในประเด็นพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าแก่สังคมทุกช่องทาง
น.ส.กันติชา ชุมมะ (ติช่า เดอะเฟซ) นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ กล่าวว่า การสื่อสารให้เด็กและเยาวชนในยุคโซเชียลมีเดีย เข้าใจเรื่องโทษพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในคนที่อายุน้อยกว่า 25 ปี มีโจทย์สำคัญ คือ ข้อมูลที่จะส่งออกไปต้องสนุก เข้าใจง่ายและสื่อสารไปถึงคนกลุ่มนี้โดยตรง หรือสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีความใกล้ชิดกับคนรุ่นใหม่เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องโทษพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแท้จริง

