สธ.รับขาดแพทย์สะสมกว่า 10 ปี 1 หมอ ดูแล 2 พันคน ยันค่าตอบแทนไม่ใช่เหตุหลัก

6.06.23 | 14:31 น.

สธ.รับขาดแพทย์สะสมกว่า 10 ปี 1 หมอ ดูแล 2 พันคน ยันค่าตอบแทนไม่ใช่เหตุหลัก

วันนี้ (6 มิถุนายน 2566) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัด สธ. พร้อมด้วย พญ.พิมพ์เพชร สุขุมาลไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท แถลงชี้แจงกรณีปัญหาขาดแคลนแพทย์ในระบบสาธารณสุข หลังจากมีกระแสข่าวแพทย์จบใหม่ทยอยลาออกจากราชการ

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. มอบหมายตนในฐานะรองปลัด สธ.ที่ดูแลเรื่องกำลังพล ชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของแพทย์ แต่จริงๆ แล้วปัญหานี้ยังเกิดขึ้นกับพยาบาล ทันตแพทย์ นักรังสีการแพทย์ และวิชาชีพอื่นๆ ด้วย เป็นประเด็นที่ สธ.มีความขาดแคลนอยู่ ซึ่งต้องขอบคุณทุกวิชาชีพ รวมถึงข้าราชการสาธารณสุข ที่ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลประชาชน

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สถานการณ์แพทย์ในระบบที่ขึ้นทะเบียนกับแพทยสภา และแพทยสมาคม ปัจจุบันมี 50,000-60,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นแพทย์ในสังกัด สธ. จำนวน 24,649 คน คิดเป็นร้อยละ 48 ขณะที่ภาระงานดูแลประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 45 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75-85 ของประชากรทั้งประเทศ จึงเป็นตัวเลขที่สะท้อนสัดส่วนแพทย์ต่อภาระงาน 1 ต่อ 2,000 คน แต่มาตรฐานของโลกระบุว่า ต้องอยู่ที่ประมาณ 3 ต่อ 1,000 คน ซึ่งไทยยังขาดอยู่มาก

“หากเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษที่มีประชากรเท่าๆ กับไทย และมีระบบหลักประกันสุขภาพเหมือนกัน แต่มีแพทย์หลักแสนคน และมีระบบคัดกรองผู้ป่วยก่อนพบแพทย์” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

Advertisement

รองปลัด สธ.กล่าวถึงการกระจายกำลังแพทย์ว่า แบ่งเป็น 12 เขตสุขภาพ แต่ละพื้นที่มีประชากรเขตละประมาณ 3-5 ล้านคน มีแพทย์เขตละประมาณ 1-3 พันคน และเขตสุขภาพที่ 13 คือ กรุงเทพมหานคร มีจำนวนแพทย์สูงที่สุด ประมาณ 10,595 คน ยกตัวอย่างเขตสุขภาพที่ 7-10 ที่เป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบปัญหาเรื่องจำนวนแพทย์มากที่สุด โดยภาระงานส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80-90 อยู่ที่ สธ. และมีภาคเอกชนมาแบ่งเบาภาระงานประมาณร้อยละ 6-7 ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเบิกจ่ายอื่นๆ เช่น ประกันสุขภาพส่วนตัว

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน แผนผลิตแพทย์ก่อนปริญญา ตั้งแต่ปี 2561-2570 แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) วางเป้าหมายการผลิตแพทย์ ปีละ 3,000 กว่าคน ถ้าเป็นไปตามแผนคือ ในปี 2570 จะมีแพทย์ประมาณ 33,780 คน และ 2.สธ.ได้ร่วมผลิตแพทย์ ปีละ 11,000 คน ดังนั้น สธ.ไม่ได้ใช้แรงงานแพทย์อย่างเดียว แต่ยังร่วมผลิตด้วย 1 ใน 3

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ประเด็นการจัดสรรนักศึกษาแพทย์ผู้ทำสัญญาการเป็นนักศึกษาแพทย์ จะมีคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรนักศึกษาแพทย์ฯ (Consortium) ที่เรียนจบในแต่ละปี โดยจะกระจายไปยังหน่วยงานอื่นๆ เช่น สธ. กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ มหาวิทยาลัย 23 แห่ง ซึ่งจะมีสูตรการกระจายปรับกันมาทุกปี อย่างปี 2566 มีแพทย์สำเร็จการศึกษา 2,759 คน มีการจัดสรรไปยังโรงเรียนแพทย์เปิดใหม่ อาจารย์แพทย์ในสาขาปรีคลินิก เหลือโควต้าคงเหลือมาที่ สธ. 1,960 คน จากการขอรับการจัดสรร 2,061 คน และ กระทรวงกลาโหม 74 คน อย่างไรก็ตาม สธ. เคยทำการศึกษาว่า การขอรับการจัดสรรแพทย์มาที่ สธ.ควรจะอยู่ปีละ 2,055 คน แต่ที่ผ่านมา ได้รับจัดสรรเพียงปีละ 1,800-2,000 คน จึงเป็นที่มาของปัญหาคนน้อย แต่ภาระงานมาก

“จบ 6 ปี ต่อมาปีที่ 7 คือ ปีแพทย์ใช้ทุนปีแรก หรือเรียกว่า อินเทิร์น (Intern) ที่แพทยสภากำหนดว่า ต้องเพิ่มพูนทักษะอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้มีทักษะการทำงาน โดยเป็นการทำงานในโรงพยาบาล (รพ.) สังกัด สธ. รวม 117 แห่ง ความคาดหวังของ สธ. คือ การทำงานจริง จึงทำให้มีหน้าที่เกิดขึ้นมา ที่ผ่านมา สธ. มีการจัดสรรที่นั่งศักยภาพ เปิดตำแหน่งไว้ แต่ส่งมาจริงไม่ถึง ดังนั้น ทุกที่ก็จะขาดกำลังพล แม้ว่าจะมีการรับในส่วนอื่นๆ เข้ามาเพิ่ม แต่ก็ไม่ถึงจำนวนที่นั่งศักยภาพที่เปิดไว้” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

รองปลัด สธ.กล่าวถึงภาระงานของแพทย์ว่า หลักๆ คือ ดูแลผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (UC) ที่เปิดให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ตลอด ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศที่ต้องทำนัด การเข้าถึงยาก การส่งต่อการรักษาก็มีขั้นตอนมาก หากจะเข้าถึงแพทย์ในอาการป่วยเล็กน้อยก็จะต้องจ่ายเงินเอง แต่ประเทศไทยให้บริการได้ตลอด

“ส่วนนี้จึงทำให้เกิดภาระงานที่หนัก (Work Load) ของแพทย์สังกัด สธ. ทั่วประเทศที่มีเพียง 2 หมื่นคน ทั้งนี้ สธ. ได้สำรวจเวลาปฏิบัติงานของแพทย์ พบว่า แพทย์ทำงานเกิน 64 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถึง 9 แห่ง จาก 117 แห่ง ซึ่งมีการแก้ไขการอยู่เวร ก็ลดลงเหลือ 4 แห่ง, ทำงานเกิน 59 ชั่วโมง 4 แห่ง, เกิน 52 ชั่วโมง 11 แห่ง, เกิน 46 ชั่วโมง 18 แห่ง และเกิน 40 ชั่วโมง 23 แห่ง ซึ่งมาตรฐานของประเทศที่พัฒนาแล้วระบุว่าแพทย์ต้องทำงานต่ำกว่า 40 ชั่วโมง แต่ประเทศเหล่านั้นมีแพทย์มากกว่าแสนคน เราพยายามทำ ก็คงต้องเติมแพทย์เข้าไป เติมการเรียนเข้าไปให้มากกว่านี้” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เมื่อแพทย์อินเทิร์นทำงานเพิ่มพูนทักษะครบ 1 ปี ได้ใบเพิ่มพูนแล้ว แพทยสภาให้สิทธิที่จะลาออกไปเรียนเฉพาะทางได้ จึงมีการออกจากระบบโรงพยาบาล สังกัด สธ. ไปปีละประมาณ 4,000 คน ทำให้เหลือแพทย์ที่ดำรงตำแหน่งจาก 24,000 คน เหลือ 20,000 คน

“โดยข้อมูลการลาออก 10 ปีย้อนหลัง พบว่า แพทย์บรรจุรวม 19,355 คน โดยจะเป็นแพทย์ใช้ทุน 3 ปี ในจำนวนนี้ มีแพทย์ใช้ทุนปีแรกลาออก 226 คน คิดเป็นร้อยละ 1.2 เฉลี่ยปีละ 23 คน ซึ่งถือว่าน้อย เพราะว่าจะต้องอยู่ในครบระยะเวลาเพิ่มพูนทักษะที่แพทยสภากำหนดก่อน ต่อมา แพทย์ใช้ทุนปีที่ 2 ลาออก 1,875 คน คิดเป็นร้อยละ 9.6 เฉลี่ยปีละ 188 คน ซึ่งจะมากขึ้นมา เพราะอยู่ครบกำหนดแล้ว สามารถออกไปเรียนเป็นแพทย์เฉพาะทางได้ ส่วนหนึ่งที่ไม่ต้องใช้ทุนของ สธ. แล้ว ก็ออกไปเป็นฟรีเทรนนิ่งในมหาวิทยาลัยต่างๆ แพทย์ใช้ทุนปีที่ 3 ลาออก 858 คน และหลังจากใช้ทุนครบ 3 ปี ก็มีลาออกอีก เพราะไม่มีภาระผูกพันธ์แล้ว ประมาณ 1,578 คน” นพ.ทวีศิลป์กล่าวและว่า การรักษาอัตราคงอยู่ของแพทย์ 2 ระบบ คือ ระบบโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (CPIRD) ของ สธ. ที่จะรับนักเรียนเก่งๆ ในแต่ละจังหวัด และกลุ่ม กสพท. คือ นักศึกษาที่สอบแอดมิสชันส์โดยตรง ซึ่งจะเห็นความต่างว่า เราสามารถรักษาเด็กที่เข้ามาโดยระบบ CPIED ให้อยู่ในระบบได้ดีถึงร้อยละ 80-90 ขณะที่ กสพท. อยู่ในระบบได้ร้อยละ 70

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ปลัด สธ. ได้ให้แนวทาง 4 ข้อ ในการแก้ไขปัญหา คือ 1.การเพิ่มค่าตอบแทน ที่ผ่านมาก็มีการบรรจุข้าราชการเพิ่มในช่วงโควิด-19 และมีการขอเพิ่มค่าตอบแทนหลังจากที่ไม่ได้เพิ่มเป็น 10 ปี 2.การดูแลสวัสดิการ เช่น ที่พัก สภาพแวดล้อม โดยให้เอาเงินบำรุงที่เหลือจากสถานการณ์โควิด-19 ไปปรับปรุงส่วนนี้ เพราะงบส่วนนี้มักถูกตัดเพราะไม่ได้นำไปใช้กับผู้ป่วย 3.ความก้าวหน้า ได้หารือกับคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่เป็นผู้กำหนดเรื่องนี้ ซึ่งจะมีการแก้ไขต่อไป ส่วนในเรื่องการลาออกไปเรียน ก็ไม่เคยห้าม ขณะเดียวกัน ก็จะเพิ่มที่นั่งเรียนใน สธ. เข้าไปด้วย และ 4.การจัดภาระงานให้เหมาะสม ให้มีเวิร์ก  ไลฟ์ บาลานซ์ (Work life balance) และปรับกรอบอัตรากำลังใหม่ในปี 2565-2569 โดยเพิ่มจาก 24,000 เป็น 35,000 คน ในปี 2569 ซึ่งจะต้องหารือกับ ก.พ.ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาด้านกำลังพลของ สธ. กับที่เห็นในโซเชียลตรงกันหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ตรงกันว่ามีความขาดแคลนอยู่ และเราต้องเติมเต็มด้วยการผลิตเพิ่มให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราก็แก้ไขปัญหามาเป็น 10 ปี

เมื่อถามว่าอยากบอกอะไรกับแพทย์ที่กำลังจะลาออก หรือนักศึกษาที่จะเข้ามาเรียนแพทย์ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า คิดว่าหลายคนมีเหตุผลในการลาออกต่างกัน เช่น บางคนคิดว่าเรียนมาแล้ว แต่ไม่อยากเป็นแพทย์แล้ว เราก็ต้องให้สิทธิของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ก็มีแนวคิดว่า อาจจะใช้วิธีสัมภาษณ์ก่อนลาออกดีหรือไม่ เพื่อสะท้อนปัญหาต่างๆ เพื่อนำไปแก้ไข

เมื่อถามถึงข้อเสนอให้เพิ่มค่าตอบแทนแพทย์ที่ทำงานหนัก เพื่อรักษาให้แพทย์อยู่ในระบบ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ในส่วนของค่าตอบแทนแพทย์ สธ. ได้ทำการสำรวจความต้องการของแพทย์ พบว่าเรื่องค่าตอบแทนอยู่ในข้อหลังๆ แต่ความต้องการมาก คือ เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ และการลดภาระงาน ซึ่งเราก็พยายามทำตรงนั้นให้มาก แต่ดูจากโจทย์กำลังแพทย์กับคนกว่า 40 ล้านคน ก็เป็นเรื่องที่ยาก เพราะมี 2 ทาง คือ ลดการให้บริการ หรือ เพิ่มกำลังพล ก็จึงเลือกการเพิ่มกำลังพล และยืนยันว่า สธ.ไม่มีนโยบายลดการให้บริการ หรือลดการเข้าถึงบริการของประชาชนแต่อย่างใด