ฟังเหตุ-ทางออก ‘หมอ’ หมดไฟ ไขก๊อกพ้นราชการ
“แพทย์จบใหม่” ทยอยลาออกจากราชการกันระนาวกว่า 900 คน เหลือในระบบแค่ 1,800 คน จาก 2,700 คน กำลังกลับมาเป็นประเด็นร้อนที่ถกกันอย่างกว้างขวาง หลังจากเพจสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และแพทย์จบใหม่บางคน ได้โพสต์เรื่องราวสะท้อนการทำงานที่แสนเหน็ดเหนื่อย จนไม่มีเวลาพัก คุณภาพชีวิตย่ำแย่ แต่เงินออกช้ากว่า 3 เดือน ได้ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่า
ล่าสุด ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยอมรับเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่ขาดแคลนแพทย์ แต่ยังมีวิชาชีพอื่นๆในระบบการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งทันตแพทย์ เภสัชกรพยาบาล นักรังสีการแพทย์ นักเทคนิควิทยา นักกายภาพบำบัด ฯลฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างแก้ไขปัญหา แต่ยังไม่แล้วเสร็จ
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัด สธ.ในฐานะกำกับดูแลอัตรากำลังในระบบสาธารณสุข เผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์แพทย์ในระบบที่ขึ้นทะเบียนกับแพทยสภา และแพทยสมาคม มี 50,000-60,000 คน ในจำนวนนี้เป็นแพทย์ในสังกัด สธ. 24,649 คน คิดเป็นร้อยละ 48 ขณะที่ภาระงานดูแลประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 45 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 75-85 ของประชากรทั้งประเทศ จึงเป็นตัวเลขที่สะท้อนสัดส่วนแพทย์ต่อภาระงาน 1 ต่อ 2,000 คน ต่ำกว่ามาตรฐานของโลก ที่ระบุว่า ต้องมีสัดส่วนแพทย์ประมาณ 3 ต่อ 1,000 คน หากเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษที่มีประชากรพอๆ กับประเทศไทย และมีระบบหลักประกันสุขภาพเหมือนกัน แต่อังกฤษมีแพทย์หลักแสนคน และระบบคัดกรองผู้ป่วยก่อนพบแพทย์ ขณะที่ประเทศไทยเมื่อเจ็บป่วยก็สามารถพบแพทย์ได้ทันที
ขณะที่ นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการ รพ.ประจวบคีรีขันธ์ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ภาพรวมของปัญหาการขาดแคลนแพทย์ของประเทศไทย เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา จะอยู่ที่พื้นที่ชนบท หมอต้องชดใช้ทุน แต่เมื่อจบแล้วไม่สามารถไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้ ลาออกกลางคันก่อนใช้ทุนหมด หรือใช้ทุนหมดแล้วอยากทำงานอีกที่หนึ่ง หากไม่ได้ย้ายตามความประสงค์หมอก็ลาออก ประกอบกับความก้าวหน้าในอาชีพจะต่ำกว่าคนที่อยู่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด
อีกประการหนึ่ง เงินเดือนและค่าตอบแทนผูกติดกับข้าราชการพลเรือน การจ่ายเงินค่าตอบแทน ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เป็นอัตราเดียวกันกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ อิงระเบียบกระทรวงการคลังเป็นหลัก มันไม่ทันกับเงินเดือนหรือค่าจ้างของภาคเอกชนซึ่งสูงกว่าเป็น 10 เท่า
กระทั่งชมรมแพทย์ชนบทผลักดันการแก้ปัญหาได้สำเร็จเป็นรูปธรรมในปี 2551 ในยุคที่ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยในปีนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข มีการประสานกันกับทีมวิชาการของชมรมแพทย์ชนบท ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในการศึกษาปัญหาขาดแคลน จนแก้เรื่องเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย จากเดิมกำหนดให้มีแพทย์ใช้ทุน เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายแพทย์จบใหม่ 1,500-1,800 บาทต่อเดือน และทำงานครบ 2-3 ปี จะเพิ่มเป็น 2,200-2,500 บาท แค่นี้มาตลอด ก่อนมีปรับใหม่อัตราเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย
ขณะเดียวกันแพทย์โรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลอำเภอ จากเดิมความก้าวหน้าสูงสุดเท่ากับข้าราชการซี 8 ปรับเปลี่ยนให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเชี่ยวชาญได้ทุกตำแหน่งด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องเป็น ผอ.โรงพยาบาล
“ปัจจุบันเกิดความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหม่อีก แพทย์จบใหม่อาจจะไม่ได้สนใจความก้าวหน้าทางราชการมากนัก ตรงไหนก็ได้ที่อยากจะทำให้ชีวิตมีความสุข ที่เรียกว่า Work Life Balance หมอจบใหม่ไม่อยากทำงานหักโหมจนเกินไป อยากมีคุณภาพชีวิตดี สุขภาพดี ดูแลครอบครัว เป็นต้น หมอรุ่นใหม่จะคิดแบบนี้”
สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลชุดใหม่ เรื่องแรกคือ ผู้บริหารระดับสูงควรลงมาแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ต้องเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง และระบบของโรงพยาบาลต่างๆ และควรมีประสบการณ์ผ่านงาน นพ.สสจ. ผอ.โรงพยาบาลศูนย์ เพื่อได้รู้ปัญหาทั้งหมด ต่อมาควรมีการระดมทีมเข้ามาศึกษาปัญหาอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ
ส่วนเรื่องของงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ต้องเตรียมพร้อมรับมือสังคมผู้สูงอายุ การประคับประคองผู้ป่วย โรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องใช้ทรัพยากรที่มากขึ้น และหมอยุคใหม่ต้องการใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นด้วย ให้แพทย์รุ่นใหม่ได้ทำงานได้อย่างเต็มที่
ขณะที่ นพ.ภมร ดรุณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ สะท้อนว่า บึงกาฬขาดแคลนแพทย์มากที่สุดในประเทศไทย แต่ละปีจะมีน้องหมอที่จับสลากมาปฏิบัติงานที่ จ.บึงกาฬ เฉลี่ย 1,016 คน และลาออก 45 คน ทุกปี พอปีที่ 3 เมื่อใช้ทุนครบจะมีสิทธิลาไปศึกษาต่อ กลุ่มหมอเฉพาะทางไปเกือบหมด ไปเพิ่มพูนศักยภาพ มีรายได้สูงขึ้น ไปทำงานในเมืองใหญ่ได้ ที่สำคัญ จ.บึงกาฬ เป็นจังหวัดที่ตั้งใหม่แล้วก็ยังไม่เจริญ การเดินทางไปสนามบินถือว่าไกลกว่าจังหวัดอื่น เพราะต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน สกลนคร นครพนม และอุดรธานี ระยะทาง 170-200 กิโลเมตร
“ทำให้ที่นี่ขาดแคลนแพทย์เฉพาะทาง ทำให้ไม่สามารถดูแลได้ทุกโรค เช่น โรคที่ต้องผ่าตัดสมอง บาดเจ็บศีรษะในสมอง ก็ไม่มีหมอ ต้องส่งต่อไปที่โรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า เช่น โรงพยาบาลสกลนคร อุดรธานี คนไข้จังหวัดนั้นๆ ก็เยอะอยู่แล้ว”
นพ.ภมรกล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหานั้น ควรจูงใจเพิ่มศักยภาพของ รพ.บึงกาฬให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เทงบประมาณมากขึ้น และกำหนดอัตราค่าตอบแทนแพทย์เฉพาะทางที่มาอยู่ในโรงพยาบาล อีกทั้งโรงพยาบาลที่ไกลและอยู่ห่างจากสนามบิน ควรจะมีอัตราค่าตอบแทนแพทย์เฉพาะทางให้มากพอเพื่อเป็นแรงจูงใจให้มาทำงานอยู่ในระบบได้
เมื่อฟังสารพันปัญหาของหน่วยงานแพทย์และหมอแล้วคงต้องดูการแก้ไขจากรัฐบาลใหม่ จะเข้ามาสะสางปัญหาที่หมักหมมนี้ต่อไปอย่างไร

