ปลัด สธ.เผยเรียนหมอ 7 ปี เป็นข้อเสนอ 4 ชมรมแพทย์ฯ เล็งมหาวิทยาลัยฝึกก่อนส่งไปทำงาน
วันนี้ (9 มิถุนายน 2566) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ที่โรงแรมเดอะ ฮอลล์ กรุงเทพมหานคร ถึงแนวคิดให้มีการเรียนแพทย์ 7 ปี จากเดิมที่เรียน 6 ปี แล้วออกมาทำงานเพิ่มพูนทักษะ (อินเทิร์น) 1 ปี ในโรงพยาบาล (รพ.) ของรัฐ 177 แห่ง ที่พบปัญหาว่าแพทย์อินเทิร์นลาออกเนื่องจากภาระงานหนักมาก ว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา มีการประชุมระหว่าง สธ. กับ 4 ชมรมแพทย์ ได้แก่ ชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน และชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย มีการหารือในเรื่องภาระงาน เนื่องจากประเทศไทยมีการบริการทางการแพทย์ให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะยามปกติหรือยามฉุกเฉิน แต่สิ่งที่ตามมาคือ ภาระงานของแพทย์ที่หนักมาก ประกอบกับสังคมผู้สูงอายุที่ต้องการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ ส่งเสริม ป้องกัน ฟื้นฟูและรักษาโรคมีมากขึ้น จึงต้องมาดูว่า จะทำอย่างไรในข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้
“ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันคือ พยายามให้แต่ละจังหวัด ถือว่าหน่วยบริการของแต่ละจังหวัดเป็นหน่วยเดียวกัน หรือนโยบาย One Provine One Hospital โดยการแบ่งปันทรัพยากร รวมถึงบุคลากรร่วมกัน เช่น โรงพยาบาล (รพ.) ไหนขาดหมอ ขาดงบ อีก รพ.ก็เข้าไปช่วย โดย 4 ชมรมฯ สะท้อนกลับมาหลายเรื่อง คือ 1.บุคลากรที่มีจำกัด แต่ภาระงานมาก ปัญหาของเราคือ ติดระเบียบของราชการ เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เราจึงเทียบกับวิชาชีพอื่น อย่าง ครู ที่บริหารจัดการตำแหน่ง คัดเลือกบุคลากร ปรับค่าตอบแทนได้เอง แต่ สธ. ไม่มี ฉะนั้น เราจึงไม่สามารถบริหารจัดการ ปรับเปลี่ยนสายงานของบุคลากรได้อย่างคล่องตัว ชมรมฯ เสนอให้มีการบริหารแบบวิชาชีพครู ดูแลบุคลากรกันเองผ่านคณะกรรมการกระทรวงสาธารณสุข (กสธ.) ซึ่งจะมีการตกผลึกและผลักดันต่อไป” นพ.โอภาส กล่าว
ปลัด สธ. กล่าวว่า 2.เรื่องภาระงาน ที่เดิมหน่วยงานที่ดูแล คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เวลาจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ก็จะดูผ่านคณะกรรมการบริหาร แล้วกระจายเป็นนโยบายลงไป แต่ทาง 4 ชมรมฯ ในฐานะผู้ปฏิบัติงาน ที่ต้องรับภาระจริง เสนอว่าต่อไป หากจะทำอะไร ขอให้มีการหารือร่วมกับผู้ปฏิบัติงานหน้างานว่าทำไหวหรือไม่ ไม่ใช่เพิ่มงานโดยที่คนทำงานไม่รับทราบ เรื่องนี้คิดว่า เป็นเรื่องดีที่บุคลากรจะได้รับทราบและมีส่วนร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องงบ เดิม สธ. ถูกตัดงบหลายส่วน 4 ชมรมฯ หารือกันว่า หากจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ใด ต้องดูงบว่าสอดคล้องกันหรือไม่
นพ.โอภาส กล่าวว่า 3.ปัญหาแพทย์อินเทิร์น หรือแพทย์เพิ่มพูนทักษะ ที่เรียนแพทยศาสตร์บัณฑิตในปีที่ 7 แล้วต้องไปทำงานใน รพ. สังกัด สธ. ที่ผ่านมา พบปัญหาว่า หน้าที่หลักของ สธ. คือ ให้บริการประชาชน ไม่ใช่การฝึกฝน ที่ควรเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ทาง 4 ชมรมฯ จึงเสนอว่าให้มหาวิทยาลัยสอนทักษะให้ครบ แล้วค่อยส่งไปทำงานที่ สธ. ในฐานะผู้จัดบริการให้ประชาชน เพราะของเดิมให้ภาระทั้งรักษาและสอนบุคลากรในเชิงทักษะที่ค่อยข้างยาก
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากต้องเรียน 7 ปี จะเป็นการยืดเวลาในการผลิตแพทย์ รวมถึงจะทำให้ขาดบุคลากรใน รพ. ของรัฐเพิ่มขึ้นหรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า แนวคิดนี้เป็นข้อเสนอจาก 4 ชมรมฯ ที่เป็นผู้ปฏิบัติงานโดยตรงที่เรียกร้องขึ้นมา ดังนั้น เราต้องให้ความใส่ใจและสะท้อนกลับไปในผู้ที่เกี่ยวข้อง ทาง 4 ชมรมฯ ก็ตั้งคำถามกลับไปที่มหาวิทยาลัยว่า สามารถช่วยพัฒนาบุคลากรส่วนนี้ได้อย่างไร แต่ต้องไปหารือกันในรายละเอียด ยังไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเร็วๆ นี้
เมื่อถามต่อว่า หากเรียน 7 ปีแล้ว ยังพบปัญหาการลาออกในปีที่ 8 จะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า การลาออกของบุคลากร ไม่ใช่แค่หมอ แต่ยังมีพยาบาลด้วย ก็มีหลายปัจจัยหลัก 4 อย่าง คือ 1.ค่าตอบแทน ที่ สธ. ได้เพิ่มค่าตอบแทนโอทีร้อยละ 8 ค่าอยู่เวรบ่ายดึก ร้อยละ 50 แต่คงเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของภาคเอกชนไม่ได้ 2.สวัสดิการที่ได้สั่งการแล้วว่า ให้สร้างบ้านพักให้บุคลากรอย่างเพียงพอ ขณะนี้ก่อสร้างแล้ว 1 หมื่นยูนิต 3.ความก้าวหน้า ตัวอย่างของแพทย์ คือ ข้าราชการระดับ 8 แต่ถ้า สธ. ดำเนินการผ่าน กสธ.ได้เอง ก็ทำให้พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุขได้รับระดับ 8 ได้เช่นเดียวกัน 4.ภาระงาน ก็ต้องหารือกันว่าภาระงานที่เกินหน้าที่ เช่น การสอนแพทย์ ก็จะลดภาระงานได้ และ 5.เรื่องส่วนตัว บางคนอาจชอบอยู่กรุงเทพฯ หรือต้องการอยู่ใกล้บ้าน เพื่อดูแลพ่อแม่ เมื่อครบ 3 ปีที่ใช้ทุน ก็จะกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวที่ห้ามได้ยาก
“ผมมองว่า การโยกย้ายเป็นเรื่องปกติ ถ้าระบบภาพรวมสามารถรองรับได้ และถ้าเขาย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แต่ยังทำงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ก็ถือว่ายังเป็นการช่วยงานประเทศชาติอยู่ดี ไม่เป็นปัญหามาก เพียงแต่ภาพรวม เราคงต้องดูการกระจายตัวให้เหมาะสม และสมดุล จึงต้องดูทั้งปัจเจกบุคคลและภาพรวมประเทศ” นพ.โอภาส กล่าว
เมื่อถามถึงแนวคิดจ้างแพทย์เอกชน หรือแพทย์เกษียณกลับมาทำงาน นพ.โอภาส กล่าวว่า เป็นรูปแบบที่ดำเนินการอยู่แล้ว แต่แพทย์ที่ต้องการคือ แพทย์ที่ต้องอยู่เวรกลางคืน ซึ่งถ้าเป็นแพทย์เกษียณ อาจจะไม่เหมาะสมกับอายุ จึงดูหลายปัจจัย เชื่อว่าในเชิงตัวเลขไม่ได้มีปัญหามากนัก แต่ในเชิงปฏิบัติก็ยังมีปัญหาอยู่ ซึ่งก็จะให้นโยบายภาพใหญ่ คือ One Provine One Hospital เพื่อการช่วยงานกันในแต่ละพื้นที่

