ศิริราช ปลูกถ่ายเซลล์ “ไฟโบรบลาสต์” สำเร็จครั้งแรกในเอเชีย รักษาริ้วรอยให้ผลดีกว่า “ฟิลเลอร์”
วันนี้ (11 มิถุนายน 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วย ศ.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา ศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา อาจารย์ประจำภาควิชาตจวิทยา ผศ.นพ.พัฒนา เต็งอำนวย คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และกรรมการบริหาร บริษัท เซลแทค จำกัด แถลงความสำเร็จการคิดค้นนวัตกรรมการปลูกถ่ายเซลล์ไฟโบรบลาสต์ เพื่อการรักษาริ้วรอยบนใบหน้า ครั้งแรกของเอเชีย

ศ.นพ.อภิชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมา การฉีดสารเติมเต็มมีการพัฒนาและเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก ประชาชนตัดสินใจเข้ารับบริการโดยอาจจะไม่ได้ศึกษาให้ครอบคลุมทุกมิติ จึงเกิดความไม่ปลอดภัย จากผลข้างเคียงที่รุนแรงและสำคัญ คือ การอุดตันของเส้นเลือดโดยตรง หรือเพิ่มความดันรอบเส้นเลือดจนเกิดการอุดตัน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต เสียค่าใช้จ่ายในการนำสารเติมเต็มออก จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำมาสู่การผลิตงานวิจัยชิ้นที่จะเปลี่ยนวงการการรักษาริ้วรอย ผนวกกับการสร้างเทคโนโลยีที่มีคุณค่าด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์ของผู้รับบริการ
ศ.พญ.รังสิมา กล่าวว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์เทรนด์ความงามหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการเติมเต็มริ้วรอย รูปหน้า และร่องลึก วิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คือ การใช้สารเติมเต็ม หรือฟิลเลอร์ แต่ผลการรักษาอยู่ได้ไม่นาน ต้องฉีดเพิ่มบ่อยครั้งและมีผลข้างเคียง เช่น อาจเกิจอาการแพ้ มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อฟิลเลอร์ ทำให้มีอาการเป็นก้อนนูนแดง อักเสบ ติดเชื้อ ต้องได้รับการฉีดสลายฟิลเลอร์ เพิ่มค่าใช้จ่ายทวีคูณ หรือกรณีร้ายแรงที่สุดอาจเกิดเนื้อตาย หรือตาบอด เนื่องจากฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันที่เส้นเลือดโดยตรง ซึ่งการฉีดฟีลเลอร์บนใบหน้าใช้มากกว่า 20 ปี โดย 10 ปีที่ผ่านมา มีการใช้เพิ่มมหาศาล แต่คนไข้บางรายยังเกิดปฏิกิริยาต่อต้านสารที่ฉีด จึงนำมาสู่แนวคิดวิจัยและพัฒนาฟิลเลอร์จากเซลล์ของผู้รับบริการเอง จะช่วยลดความเสี่ยง ลดอาการแพ้ เกิดการต่อต้านน้อย ไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย และลดโอกาสการฉีดสารเติมเต็มเข้าเส้นเลือด
“เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอย คือ เซลล์ชั้นหนังแท้ หรือเซลล์ชนิดเดอมอลไฟโบรบลาสต์ ในการผลิตคอลลาเจน ที่ช่วยพยุงโครงสร้างเซลล์ให้ผิวหนังแข็งแรง ริ้วรอยและความยืดหยุ่นที่น้อยลง ดังนั้น เซลล์ชนิดนี้จึงมีความน่าสนใจในการศึกษาและน่าจะตอบโจทย์นำมาพัฒนา เพื่อโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์ในท้องตลาดทั่วไปได้เป็นอย่างดี ซึ่งการวิจัยได้ศึกษาด้วยการฉีดที่ร่องแก้มคนไข้เทียบเคียงฉีดฟีลเลอร์ พบว่า การฉีดด้วยฟิลเลอร์จะสวยทันทีใน 1 เดือนแรก จากนั้นจะเริ่มตก ขณะที่ฉีดด้วยเซลล์ไฟโบรบลาสต์จะสวยคงที่ต่อเนื่องถึง 1 ปี เซลล์ดังกล่าวสามารถใช้ได้ทั่วใบหน้า ขณะนี้กำลังต่อยอดวิจัยการฉีดลดริ้วรอยรอบดวงตา ซึ่งเป็นจุดที่มีความเสี่ยง รวมถึงศึกษาการฉีดสำหรับรักษาแผลเป็น แผลไฟไหม้” ศ.พญ.รังสิมา กล่าว
ศ.พญ.อุไรวรรณ กล่าวถึงการรักษาด้วยเซลล์ หรือเซลล์บำบัด ว่า มีทีมที่มีความเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงเซลล์ผิวหนัง ตั้งแต่แยกเซลล์เดอมอลไฟโบรบลาสต์จาก Tissue และการเลี้ยงเซลล์ โดยใช้อาหารเลี้ยงเซลล์ที่ได้มาตรฐานและสัดส่วนที่พอเหมาะ ทำให้ได้เซลล์ Dermal Fibroblasts ที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพในการผลิตคอลลาเจนและแก้ไขปัญหาของผู้รับบริการได้ตามเป้าหมาย โดยการวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์และจดอนุสิทธิบัตรเทคนิคการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“นอกจากนี้ ยังพบว่าเซลล์ผิวหนังทั้งชนิดที่อยู่ที่ชั้นหนังกำพร้าและ Dermal Fibroblasts สามารถหลั่งสารชีวโมเลกุลที่ช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ข้างเคียง ทำให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเองได้ในระดับโมเลกุล ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกของยีนที่ควบคุมการสร้างคอลลาเจน และกลไกต่างๆ เช่น การยับยั้งภาวะอักเสบ ภาวะเครียดของเซลล์ เป็นต้น จากผลการวิจัยพบว่า เซลล์ไฟโบรบลาสต์สามารถคงอยู่ในชั้นผิวหนังได้นานอย่างน้อย 1 ปี ประสิทธิภาพการทำงานเท่าเดิม ผู้รับบริการจึงไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นบ่อยครั้ง นำมาสู่การรักษาทางคลินิก” ศ.พญ.อุไรวรรณ กล่าว
ทั้งนี้ ศ.พญ.อุไรวรรณ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่สนใจต้องเก็บเซลล์บริเวณหลังหู ประมาณ 3-4 มิลลิเมตร เนื่องจากเซลล์ที่เก็บบริเวณหลังหูเป็นส่วนที่โดนแดดน้อยที่สุด โดยเก็บเพียงครั้งเดียว เซลล์สามารถอยู่ได้นานถึง 5 ปี จะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์จนได้ปริมาณที่ต้องการ และจึงนำมาฉีดกลับเข้าไปยังบริเวณที่ผู้รับบริการมีปัญหา โดยระยะเพาะเนื้อเยื่อครั้งแรกใช้เวลา 5 สัปดาห์ จากนั้น เลี้ยงไปอีก 2-3 สัปดาห์ การฉีดต้องให้ครบ 3 ครั้ง ระยะเวลาห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 9 สัปดาห์ ภายหลังจากการฉีด ผู้รับบริการจะไม่เกิดอาการแพ้ดังเช่นที่พบหลังการฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากเซลล์ไฟโบรบลาสต์ที่ฉีดนั้น มีลักษณะคล้ายน้ำเกลือสีขาวขุ่น เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจึงไม่ทำให้เส้นเลือดเกิดการอุดตันได้
ด้าน ผศ.นพ.พัฒนา กล่าวว่า ในการฉีดแต่ละครั้งค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 5-6 หมื่นบาท เนื่องจากเป็นนวัตกรรมครั้งแรกที่คิดค้น แต่ในระยะถุดไปคาดว่าราคาจะถูกขึ้น แต่คุ้มกว่าการฉีดฟิลเลอร์

