‘หมอยงยุทธ’ แนะลดเหลื่อมล้ำในที่ทำงาน ทางลัดแก้อินเทิร์นลาออก ชี้ ‘คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก’
ความคืบหน้ากรณีกระแสข่าวแพทย์เพิ่มพูนทักษะ (อินเทิร์น) ตลอดจนบุคลากรสาธารณสุขลาออกจากระบบราชการ เนื่องจากไม่ทนกับสภาพภาระงานหนัก ไม่มีเวลาพักผ่อน แต่ได้ค่าตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า กระทั่งล่าสุด ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมายอมรับพร้อมชี้แจงถึงสาเหตุของปัญหา และอยู่ระหว่างร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งมาตรการระยะสั้นและมาตรการระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งนั้น
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต สธ. ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นระบุว่า จิตวิทยาความเหลื่อมล้ำกรณีแพทย์ใช้ทุนลาออก ทั้งนี้ การลาออกของแพทย์ใช้ทุนมีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งภาระงานหนัก การกระจายแพทย์ในต่างจังหวัดต่ำ การขยายตัวของโรงพยาบาล (รพ.) และคลินิกเอกชน ฯลฯ การแก้ไขเชิงระบบจึงมีความสำคัญ แต่บทความนี้ จะขอเจาะลึกในเชิงจิตวิทยาของความเหลื่อมล้ำใน รพ. ซึ่งน่าจะเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่แก้ได้ง่ายที่สุด

นพ.ยงยุทธระบุว่า ที่เสนอเรื่องนี้ เพราะแพทย์รุ่นเก่าคงอดคิดไม่ได้ว่า สมัยตนเป็นแพทย์ใช้ทุนก็ทำงานหนัก (กว่าปัจจุบันเสียอีก) แต่ก็ยังอยู่ได้ ทำให้รู้สึกว่า แพทย์รุ่นใหม่รักสบาย ขาดความอดทน แต่อันที่จริง เราต้องไม่ลืมว่า ในสมัยนั้น ทั้งแพทย์และแพทย์ใช้ทุนล้วนลำบากด้วยกัน ความรู้สึกจึงเป็นด้านบวกว่า ได้ทำงานเสียสละเพื่อคนไข้
“แต่ในปัจจุบัน รพ.ที่มีปัญหา เกิดจากความเหลื่อมล้ำที่แพทย์ใช้ทุนทำงานหนัก แต่แพทย์ประจำทำงานสบายกว่า เป็นความเหลื่อมล้ำในการทำงานและความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นอีกประเภทหนึ่งของความเหลื่อมล้ำ นอกจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบนี่เองที่ทำให้เกิดความเครียด รู้สึกกดดัน ไม่อยากทำงานเสียยิ่งกว่าตัวภาระงาน ซ้ำเติมให้รุนแรงขึ้นจากการสื่อสารของรุ่นพี่ (บางคน) ที่ตำหนิ ต่อว่าแพทย์ใช้ทุน ยิ่งมีกระแสจากสื่อสังคมกระพือให้ความรู้สึกเหล่านี้รุนแรงขึ้น” นพ.ยงยุทธระบุ
นอกจากนี้ นพ.ยงยุทธระบุว่า การลาออกมักเกิดขึ้นใน รพ.ขนาดใหญ่ที่มีแพทย์จำนวนมาก และมีความแตกต่างในการทำงานสูง ในมุมกลับกัน ถึงแม้จะเป็น รพ.ขนาดใหญ่ แต่มีผู้บริหารและองค์กรแพทย์ที่พยายามเข้ามาดูแลแพทย์ใช้ทุน มีการรับฟังและสื่อสารด้วยมิตรไมตรีต่อกัน กลับไม่ค่อยมีปัญหาการลาออก
“การแก้ปัญหาเร่งด่วนที่สุดจึงอยู่ที่ผู้อำนวยการ รพ.และองค์กรแพทย์ จะต้องเข้ามาดูแลแบ่งเบาภาระงานของน้องๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยขจัดความเหลื่อมล้ำและลดความรู้สึกกดดันว่าถูกเอาเปรียบ เฉพาะหน้า เราลดผู้ป่วยที่เป็นภาระทางการแพทย์และพยาบาลไม่ได้ เพิ่มบุคลากรโดยทันทีก็ไม่ได้ แต่ช่วยได้ให้ทุกคนที่ทำงานหนักมีความรู้สึกที่ดี และได้รับความเป็นธรรม” นพ.ยงยุทธระบุ พร้อมย้ำว่า ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นเรื่องใหญ่ และต้องใช้เวลามากในการแก้ไข ทำไมเราไม่เริ่มจากจุดที่ง่ายกว่า คือ ความเหลื่อมล้ำในที่ทำงาน “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก”

