สธ.-อนามัยโลก ยันแบน “บุหรี่ไฟฟ้า” ดักคอ! รัฐบาลใหม่ “ค้าเสรี” คิดให้รอบคอบ

15.06.23 | 15:18 น.

สธ.-อนามัยโลก ยันแบน “บุหรี่ไฟฟ้า” ดักคอ! รัฐบาลใหม่ “ค้าเสรี” คิดให้รอบคอบ

วันนี้ (15 มิถุนายน 2566) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ดร.เอเดรียนา แบลนโค มาร์กิโซ (Dr.Adriana Blanco Marquizo) หัวหน้าสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก และ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ร่วมแถลงผลการประเมินความจำเป็น (Needs Assessment) เกี่ยวกับการดำเนินงานควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตามที่ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศที่รัฐภาคีต้องปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาฯ อย่างเคร่งครัด โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ออกนโยบาย ยุทธศาสตร์ มาตรการและแนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องและรองรับกับพันธกรณีอนุสัญญาดังกล่าว รวมถึงตรากฎหมายหรือปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ควบคุม และคุ้มครองสุขภาพประชาชนให้ปลอดจากโทษ พิษภัย และผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมความเข้มแข็งศักยภาพการดำเนินงานควบคุมยาสูบให้เกิดประสิทธิภาพ นำไปสู่การจัดการปัญหาโรคไม่ติดต่ออย่างยั่งยืน

Advertisement

“ดร.เอเดรียนา ร่วมรับฟังและทบทวนนโยบายมาตราการควบคุมยาสูบของ สธ. มีการพูดถึงเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าว่า การโฆษณาชวนเชื่อว่าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป และสามารถทำให้เลิกสูบบุหรี่ทั่วไปโดยใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีอันตรายน้อยกว่านั้น ดร.เอเดรียนา ยืนยันว่า ข้อมูลเหล่านี้ไม่เป็นความจริง และชื่นชมมาตรการควบคุมยาสูบของไทยว่ามีประสิทธิภาพ ไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลของภาคเอกชน ผู้ผลิต และการกดดันต่างๆ เน้นเรื่องสุขภาพประชาชน สามารถเป็นแบบอย่างให้นานาประเทศ ส่วนของ สธ.ยืนยันว่า การบริโภคยาสูบไม่ว่าชนิดใดล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นสิ่ง สธ.ไม่สามารถสนับสนุนหรือเปลี่ยนแปลงจุดยืนเรื่องนี้ได้ ส่วนเรื่องภาษี ก็ไม่ได้เกิดการเก็บภาษีใดๆ เพิ่มขึ้น ผมเชื่อว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามา ก็ต้องคำนึงถึงสุขภาพประชาชนก่อน ส่วนภาษีก็เป็นอันดับรอง แต่คิดเพียงเรื่องสุขภาพประชาชนอย่างเดียว เรื่องภาษีก็ไปต่อไม่ได้แล้ว” นายอนุทิน กล่าว

ด้าน ดร.เอเดรียนา กล่าวว่า ขอชื่นชมประเทศไทย พร้อมสนับสนุนให้คงมาตรการห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากการติดนิโคติน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของธุรกิจยาสูบ ในการพยายามล่อลวงให้เด็กและเยาวชนเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้า ด้วยวิธีการสร้างภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ให้มีความเย้ายวน น่าสนใจ และสร้างกลิ่น รสชาติ ที่มีความจูงใจ และกล่าวอ้างว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับผู้สูบบุหรี่ โดยประเทศไทยควรเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการโฆษณาและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าทางออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้นักสูบหน้าใหม่เข้าถึงง่าย ควบคู่กับการสร้างการรับรู้และการตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ประชาชน รวมถึงควรพัฒนาขีดความสามารถการดำเนินงานตามกรอบอนุสัญญา WHO FCTC ทั้งในระดับส่วนกลางและขยายลงสู่พื้นที่ ผ่านกลไกความร่วมมือเพื่อการควบคุมยาสูบของประเทศ

“อย่างไรก็ตาม สำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกและประเทศไทย จะร่วมกันจัดทำรายงานการประเมินความจำเป็น เพื่อให้ประเทศไทยนำข้อมูลไปใช้ประกอบการพิจารณาพัฒนา ปรับปรุงและยกระดับการดำเนินงานต่อไป ทั่วโลก ไม่มีประเทศใดที่แก้ไขกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าจากผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมาย เพราะคำนึงถึงสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะเยาวชนที่จะกลายเป็นนักสูบหน้าใหม่ ซึ่งการใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสมอง จะเป็นปัญหาของระบบสาธารณสุข ส่วนเรื่องการเก็บภาษีนั้น เป็นข้ออ้าง ผู้ได้ประโยชน์คือ บริษัทผู้ผลิต ส่วนภาษีที่ได้มาเพียงเล็กน้อย ก็ไม่คุ้มค่ากับสุขภาพของประชาชน” ดร.เอเดรียนา กล่าว

ด้าน ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า กรอบอนุสัญญา WHO FCTC ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการควบคุมยาสูบซึ่งรัฐภาคีได้มีฉันทามติรับรอง และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั่วโลกถึงความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการนำมาใช้เป็นแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรอิสระ ร่วมมือกันเสนอนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ กำหนดมาตรการการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ การคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่และการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสุขภาพของผู้เสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยประเทศไทยนำมาใช้เป็นทิศทางและขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบจังหวัด

“ปัจจุบันมีประเทศที่ควบคุมให้บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายจากเดิม 35 ประเทศ เพิ่มเป็น 37 ประเทศ และ 2 เขตการปกครองพิเศษ ดังนั้น ถ้าหากมีนโยบาลจากการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ไทยก็จะเป็นประเทศเดียวในโลกที่ห้ามและกลับมาเปิดมาขายได้ จึงต้องคิดให้รอบคอบว่าทำไมหลายประเทศเขาถึงกลับมาห้าม แต่ทำไมเราถึงคิดสวนทางว่าห้ามแล้วกลับมาขายได้” ศ.นพ.ประกิต กล่าว