สิทธิบัตรทอง เจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการ รักษาฟรีที่ “ร้านยาใกล้บ้าน” ลดรอคิวที่ รพ.-ได้ยาดีมีคุณภาพ

25.06.23 | 17:00 น.

นี่เป็นครั้งแรกของ จริยาพร วรวิทยพิทยา ที่ได้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง หรือ 30 บาท ในการรับการรักษาผ่าน “โครงการเจ็บป่วยเล็กน้อย (common illnesses) 16 กลุ่มอาการ รับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน” จากการได้รับคำแนะนำจากญาติ ภายหลังมีอาการปวดท้องเกร็งมา 2-3 วัน เนื่องจากเป็นประจำเดือน

ขณะที่เดิม ถ้าจริยาพรไม่ซื้อยาจากร้านขายยา ก็จะไปรับที่สถานพยาบาลปฐมภูมิอย่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่เป็นหน่วยบริการประจำของเธอ หรือคลินิกเอกชน ซึ่งในบางครั้งอาจต้องรอคิวนาน และต้องเสียค่าใช้จ่ายราคาแพง

หลังจากจริยาพรรับยาเพื่อรักษาอาการของเธอที่ “ร้านยาบ้านอิ๋ว” ซึ่งเป็นหน่วยบริการในโครงการแล้ว พบว่าขั้นตอนการรับบริการไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน เพียงพกบัตรประจำตัวประชาชนไปใบเดียว ที่สำคัญคือ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ยิ่งทำให้เธอตัดสินใจง่ายขึ้นในการไปรับยาที่นั่น หากครั้งต่อไป เธอมีอาการป่วยเล็กน้อยเหล่านี้อีก

จริยาพร วรวิทยพิทยา

“โครงการนี้เป็นโครงที่ดี เพราะทำให้รับยาได้สะดวกรวดเร็วใช้เวลาไม่นาน ไม่มีขั้นตอนอะไรซับซ้อน และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วย อยากให้ร้านขายยาเข้าร่วมโครงการนี้มากขึ้น เพื่อจะได้ให้คนเข้าถึงมากขึ้น” จริยาพร กล่าว

Advertisement

จริยาพร ยังยืนยันด้วยว่า ค่อนข้างพึงพอใจมาก และมีความมั่นใจในยาที่เภสัชกรจัดให้ เนื่องจากมีการแสดงใบรับรองที่ได้มาตรฐานจากสภาเภสัชกรรม รวมถึงสติ๊กเกอร์ “ร้านยาคุณภาพของฉัน” ที่แปะอยู่หน้าร้าน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันการเป็นหน่วยบริการในระบบของ สปสช.

ภก.ฐานวีร์ ศุภนิมิตวงศ์

ทั้งนี้ ร้านยาบ้านอิ๋ว ตั้งอยู่ที่ ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี มี ภก.ฐานวีร์ ศุภนิมิตวงศ์ เป็นเภสัชกรประจำร้านและเจ้าของกิจการ โดยได้เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบ สปสช. เพื่อดำเนินโครงการ common illnesses มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565

เหตุผลการเข้าร่วมนั้น ภก.ฐานวีร์ บอกว่า รู้สึกสนใจในโครงการ และคิดว่าเป็นบทบาทที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับร้านยา รวมถึงมองว่าสิ่งนี้จะเป็นหนึ่งใน “จุดเปลี่ยน” ของ “ระบบบริการสาธารณสุขไทย” ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ที่ให้ใช้บัตรประชาชนใบเดียวในการรับยาภายใต้กรอบอาการที่กำหนดไว้ ประกอบด้วย ปวดหัว เวียนหัว ปวดข้อ เจ็บกล้ามเนื้อ ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายปัสสาวะขัด ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะเจ็บ ตกขาวผิดปกติ ท้องผูก ไข้ อาการทางผิวหนัง (เช่น ผื่น คัน) บาดแผล ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตา ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับหู เจ็บคอ และไอ

มากไปกว่านั้น ขั้นตอนก็มีไม่มาก ได้แก่ 1.ยื่นบัตรประชาชนให้เภสัชกรตรวจสอบสิทธิการรักษา 2.เภสัชกรจะซักประวัติและสอบถามอาการ 3.เภสัชกรจะจัดยาตามความเหมาะสมของอาการครอบคลุม 3-5 วัน 4.เมื่อพ้น 72 ชั่วโมงแล้ว ทางเภสัชกรจะมีการโทรศัพท์ติดตามอาการผู้ป่วย

เจ้าของร้านยาบ้านอิ๋วกล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มให้บริการในโครงการนี้มา มีประชาชนเข้ารับบริการประมาณ 1,500 คนทว่าบางคนมีการเข้าใช้บริการ 2-3 ครั้ง โดยกลุ่มอาการที่พบบ่อยที่สุด จะเป็น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก อันดับที่ 2 จะเป็นปวดเมื่อยกล้าม ซึ่งจะเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่

“เรื่องการเบิกจ่าย ซึ่งร้านยาหลายแห่งอาจเป็นกังวล อยากบอกว่า ทุกอย่างไม่ได้ช้าไปเป็น 5-6 เดือน และเงินมาค่อนข้างตรงตามรอบเวลา คือทุก 15 วัน แต่ท้ายที่สุดคือขึ้นอยู่แต่ละร้านยาว่า จะจัดสรรงบประมาณของตนเองได้มากน้อยแค่ไหน” ภก.ฐานวีร์ กล่าว

ปัจจุบันมีร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ common illnesses แล้วจำนวน 1,026 แห่งทั่วประเทศ และยังคงเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงจากข้อมูลทางสถิติที่สภาเภสัชกรรมมีการจัดเก็บไว้

ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช

ซึ่ง ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช อุปนายกสภาเภสัชกรรม คนที่ 2 ระบุว่า พบว่าที่ผ่านมามีผู้ป่วยเข้ารับยาผ่านโครงการจำนวน 133,393 คน โดยรับบริการมากถึง 222,244 ครั้ง ซึ่งในจำนวนนี้ ร้อยละ 97.5 สามารถหายได้ภายในระยะเวลา 3 วันหลังรับบริการ ส่วนอีกร้อยละ 2.5 ที่เหลือเป็นการส่งต่อรักษา เพราะความรุนแรงของอาการป่วยไม่ได้ลดลง ในส่วนข้อมูลอาการของผู้ป่วยที่เข้าใช้บริการ ได้แก่ เป็นไข้ ไอ เจ็บคอ ร้อยละ 44 รองลงมา คือ อาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ร้อยละ 25 อาการคัน และผื่นทางผิวหนัง ร้อยละ 14 ปวดท้อง ร้อยละ
10 และความผิดปกติทางตา ร้อยละ 6

“ประชาชนเขาก็ชื่นชมมากเลยว่า 1.สะดวก 2.เภสัชให้คำปรึกษา และติดตามอาการได้ดีมาก ข้อสำคัญที่สุดก็คือ ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งทาง สปสช. รับผิดชอบในส่วนนี้อยู่แล้ว แล้วยาที่ใช้ในร้านยาก็เป็นยาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานได้การรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งหมด ฉะนั้นประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า ยาที่ได้รับไม่ได้มีความแตกต่างจากยาที่ไปรับที่โรงพยาบาล” ภก.ปรีชากล่าว

อย่างไรก็ดี ภก.ปรีชาบอกว่า อาการเหล่านี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการรักษาของประชาชน อนาคตจึงจะมีการขยายความครอบคลุมโรคให้มากขึ้น เป็นต้นว่า ยาแก้เมารถเมาเรือ แผลในช่องปาก โรคเกาต์ โรคเริมที่ริมฝีปาก นอนไม่หลับ เบื่ออาหารรับประทานไม่ได้ ฯลฯ

“ยังมีอีกหลายโครงการที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น การให้ประชาชนรับชุดตรวจ Self-test ในการเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ร้านยา การให้ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้สามารถรับถุงรองรับอุจจาระได้ด้วย” ภก.ปรีชา ระบุ