สธ.-ก.พ. จ่อชง ครม.เห็นชอบแผนแก้ปมภาระงาน ความก้าวหน้าบุคลากรสาธารณสุขทุกวิชาชีพ

3.07.23 | 14:09 น.

สธ.-ก.พ. จ่อชง ครม.เห็นชอบแผนแก้ปมภาระงาน ความก้าวหน้าบุคลากรสาธารณสุขทุกวิชาชีพ

วันนี้ (3 กรกฎาคม 2566) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณี สธ.ประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาภาระงาน ความก้าวหน้า และขวัญกำลังใจบุคลากรในระบบสาธารณสุข โดย สธ.เสนอ อาทิ การเพิ่มตำแหน่งข้าราชการแต่ละวิชาชีพให้เต็มกรอบขั้นสูงภายในปี 2569 ความก้าวหน้าชำนาญการพิเศษของพยาบาล เป็นต้น โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันขับเคลื่อนภายใน 30 วัน ว่า หลังจาก สธ.โดย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. ได้ประชุมร่วมกับเลขาธิการ ก.พ. เบื้องต้นได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง สธ.และ ก.พ. โดยฝ่าย สธ.มี พญ.อัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล ผู้ตรวจราชการ สธ. เขตสุขภาพที่ 5 และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (สบพช.) เป็นประธาน ร่วมกับ รองเลขาธิการ ก.พ. ซึ่งคณะทำงานได้พิจารณารายละเอียดของข้อมูลในทุกสาขาวิชาชีพ ใช้ข้อมูลขับเคลื่อน และใช้หลักการที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมร่วมระหว่าง สธ.และ ก.พ.เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นสำคัญ

รองปลัด สธ.กล่าวว่า เลขาธิการ ก.พ.ได้ให้คณะทำงานชุดนี้ สรุปชุดข้อมูลร่วมเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร็วที่สุด ซึ่ง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบให้ นายรณภพ ปัทมะดิษ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมด้วย เพื่อให้ความสำคัญเรื่องนี้ ทั้งนี้ สธ.ได้ทำข้อมูลร่วมกันเพื่อเสนอต่อ ก.พ. และเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป หากเป็นไปได้ ก็อยากให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทันเข้าที่ประชุม ครม.ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้

“ส่วนรายละเอียดต่างๆ ของเนื้อหา ก็จะเป็นไปตามผลการหารือในการประชุมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเลขาธิการ ก.พ.รับทราบเรื่องนี้ และสนับสนุนเต็มที่ โดยทาง ก.พ.จะเป็นผู้เสนอต่อ ครม. สำหรับเนื้อหาที่จะนำส่ง ก.พ.นั้น จะเป็นภาพรวม เป็นข้อๆ ว่า ข้อไหนทำได้ก่อน ข้อไหนต้องปรับกฎระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง ก.พ.เป็นต้น ซึ่งตรงนี้จะเป็นรายละเอียดในการปฏิบัติงาน แต่ภาพรวมก็จะเป็นข้อตกลงร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการกรอบอัตรากำลังขั้นสูงของแต่ละวิชาชีพ ความก้าวหน้าต่างๆ เป็นต้น” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะทำงานชุดนี้จะเป็นในส่วนของ สธ.และ ก.พ.เท่านั้นหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เป็นคณะทำงานร่วมกันระหว่าง สธ.และ ก.พ.เท่านั้น แต่หากที่ประชุม ครม.พิจารณาแล้ว และอาจมีการสั่งการเพิ่มเติมว่า มีข้อไหนต้องเกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานใด ก็อาจจะมีการสั่งการเพิ่มก็เป็นได้ ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หรือ แพทยสภา เป็นต้น

Advertisement

เมื่อถามว่า กรณีการบรรจุข้าราชการโควิด-19 รอบที่ 2 ไม่ได้มีการพิจารณาอยู่ในคณะทำงานชุดนี้ เพราะเป็นคนละส่วนหรือไม่ รองปลัด สธ.กล่าวว่า เป็นคนละส่วนกับการพิจารณาของคณะทำงานชุดนี้ เพราะการบรรจุข้าราชการโควิด-19 เป็นไปตามกฎระเบียบ ข้อกำหนดของ ก.พ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาที่คณะทำงานร่วมระหว่าง สธ.และ ก.พ.จะเสนอต่อที่ประชุม ครม.นั้น เป็นไปตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2566 โดยจะเน้นภาพรวมก่อน เพื่อให้ ครม.เห็นชอบการดำเนินการ ประกอบด้วย

1.เห็นชอบที่จะมีการเพิ่มตำแหน่งข้าราชการแต่ละวิชาชีพให้ได้ตามกรอบขั้นสูงที่กำหนดภายในปี 2569 เช่น แพทย์ ปัจจุบันมี 24,649 คน เพิ่มเป็น 35,578 คน พยาบาล ปัจจุบันมี 116,038 คน เพิ่มเป็น 175,923 คน เป็นต้น

2.การดูแลเรื่องความก้าวหน้าในวิชาชีพ เช่น วิชาชีพพยาบาล ที่ไม่สามารถขึ้นเป็นระดับชำนาญการพิเศษได้เนื่องจากไม่ตรงตามข้อกำหนดในระเบียบ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกัน เพื่อดูเกณฑ์ที่ติดขัดว่าผ่อนปรนได้หรือไม่

3.การจัดสรรบุคลากรให้เพียงพอ โดยเฉพาะแพทย์ รวมทั้งจะเสนอแพทยสภาในการศึกษาต่อแพทย์ประจำบ้าน ให้เพิ่มการฝึกอบรมในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป 48 แห่ง ในสังกัด สธ.ที่เป็นสถานฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านมากขึ้น เพื่อคงอัตรากำลังแพทย์ไว้ในพื้นที่ และเสนอ ก.พ. ไม่นับเป็นการลาศึกษาต่อ เนื่องจากเป็นการไปฝึกปฏิบัติงานในอีกหน่วยบริการหนึ่ง เพื่อไม่เป็นข้อจำกัดในการเลื่อนขั้น เลื่อนระดับ

4.การจัดสรรแพทย์เพิ่มพูนทักษะ หรือ อินเทิร์น (แพทย์ใช้ทุนปี 1) ให้เพียงพอกับภาระงาน ซึ่งปัจจุบัน สธ. ได้รับจัดสรรไม่ถึงร้อยละ 70 จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรนักศึกษาแพทย์ผู้ทำสัญญาการเป็นนักศึกษาแพทย์ (Consortium) ขอรับการจัดสรรเพิ่มเป็นร้อยละ 85

5.โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (CPIRD) พบว่าแพทย์คงอยู่ในระบบมากถึงร้อยละ 90 ดังนั้น จะขยายการผลิตให้ได้แพทย์ภาพรวมแต่ละปีประมาณ 2,000 คน ตามความต้องการของ สธ. ซึ่ง 2 เรื่องนี้จะมีการเสนอต่อแพทยสภาต่อไป