สธ.เผยถ่ายโอนสถานีอนามัย/ รพ.สต.ปัญหาเพียบ 423 บุคลากรขอกลับส่วนกลาง จ่อถกแก้ปม

7.07.23 | 16:32 น.

สธ.เผยถ่ายโอนสถานีอนามัย/ รพ.สต.ปัญหาเพียบ 423 บุคลากรขอกลับส่วนกลาง จ่อถกแก้ปม

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่จะมีการถ่ายโอนอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ว่า สธ.มีความห่วงใยเรื่องความพร้อมของการถ่ายโอน เพราะจะมีประเด็นปัญหาเรื่องการบริการ บุคลากร ฯลฯ ตามมา

“ซึ่งรอบที่ถ่ายโอนไปก่อนหน้านี้ พบว่า มีบางส่วนไม่พร้อม โดยเฉพาะประเด็นการให้บริการจากแพทย์ ทันตแพทย์ บุคลากรที่มีใบประกอบวิชาชีพฯ ซึ่งหลายแห่งไม่มี ทำให้ไม่สามารถรักษาพยาบาลได้ ประชาชนจึงต้องเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) แทนที่จะสามารถรักษาหรือรับบริการที่หน่วยบริการปฐมภูมิได้เหมือนเดิม ซึ่งตรงนี้ อบจ.ควรจัดหาแพทย์ ทันตแพทย์ บุคลากรให้พร้อม” นพ.พงศ์เกษม กล่าว

รองปลัด สธ. กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เห็นอย่างกรณี รพ.สต.ไม่สามารถจัดบริการดูแลประชาชนได้เหมือนเดิม เนื่องจากเมื่อโอนย้ายไปแล้ว ไม่มีแพทย์ หรือทันตแพทย์ หรือบุคลากรที่มีใบประกอบวิชาชีพฯ ทำให้ประชาชนต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนแทน อย่างเช่น จ.สุพรรณบุรี อย่างไรก็ตาม ช่วงแรก สธ.เคยทำหนังสือว่า ยินดีสนับสนุนการให้บริการประชาชน ระหว่างที่ อบจ.จะจัดสรรหาบุคลากรสายวิชาชีพไปประจำได้ แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป บางแห่งยังไม่มีแพทย์ หรือทันตแพทย์ สธ. ไม่สามารถทิ้งประชาชนได้ เพราะจะกระทบต่อการบริการการดูแลรักษา จึงยังต้องให้การสนับสนุนการบริการเช่นเดิม

ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้ สธ.จะให้การดูแลรักษาประชาชน แต่เนื่องจากกฎหมายถ่ายโอน รพ.สต.แล้ว งบประมาณต่างๆ ของรัฐจะจัดส่งให้กับ อบจ. ทาง สธ.ยังสามารถดำเนินการต่างๆเหมือนเดิมหรือไม่ นพ.พงศ์เกษม กล่าวว่า สธ.ห่วงเรื่องนี้เช่นกัน จึงได้ทำหนังสือไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในการมอบหมายภารกิจไปทั้งหมดแล้ว แต่ยังต้องช่วยในด้านบริหารจัดการ เช่น การซื้อหาเวชภัณฑ์การแพทย์ หรือยา ยังสามารถทำได้หรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการตอบกลับจาก สตง. อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้น หากพร้อมจริงๆ ต้องรับไปทั้งหมด ต้องเป็น รพ.สต.ที่เติบโตได้ด้วยตนเอง โดยมี อบจ.เป็นฐาน

Advertisement

“ในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการถ่ายโอนฯ ซึ่งจะมีการหารือและหาทางออกปัญหาต่างๆ ของการถ่ายโอนรอบที่ผ่านมา และการเตรียมพร้อมกับการถ่ายโอนรอบใหม่ในเดือนตุลาคมนี้ แต่ผมติดภารกิจ จึงได้มอบให้ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นพ.ทรงคุณวุฒิ 11) และประธานคณะอนุกรรมการ MIU วิชาการและติดตามประเมินผลถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัย (สอน.) /รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ไปประชุมในวันดังกล่าว” นพ.พงศ์เกษม กล่าว

เมื่อถามว่า ล่าสุดในแวดวงสาธารณสุขมีการส่งต่อข้อมูลว่า บุคลากรที่ถ่ายโอนไปต้องการกลับไปสังกัด สธ. ประมาณ 423 คน นพ.พงศ์เกษม กล่าวว่า มีข้อมูลเข้ามาเช่นกัน แต่ตัวเลขกำลังรวบรวมข้อมูล อย่างไรก็ตาม ประเด็นคือ คนที่ขอถ่ายโอนไปปีที่ผ่านมา เมื่อจะขอกลับคืน ก็ต้องดูระเบียบด้วยว่า จะมีช่องทางไหนดำเนินการช่วยเหลือบุคลากรได้

ต่อคำถามอีกว่า สำหรับการถ่ายโอน รพ.สต.รอบใหม่ที่จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะมีการเตรียมพร้อมอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ นพ.พงศ์เกษม กล่าวว่า ปีที่แล้วยังมีประเด็นว่า คนที่ไม่ใช่ภารกิจ รพ.สต.ก็มีการถ่ายโอนไปด้วย เช่น บางคนอยู่ในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) ซึ่งภารกิจเป็นหน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล เรียกว่า เรกูเลเตอร์ (Regulator) หรือว่าอยู่ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ.รพท.) หรือ รพช. ซึ่งเป็นระบบบริการที่อยู่เหนือขึ้นมาจากระบบบริการปฐมภูมิ แต่มีการขอถ่ายโอน และได้ถ่ายโอนไปในรอบปีที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบต่อระบบบริการสาธารณสุข ดังนั้น ครั้งนี้จะมีการปรับเงื่อนไขให้เหมาะสม ให้ตรงภารกิจจริงๆ

“ที่ผ่านมา ได้รับมอบจากปลัด สธ.ไปร่วมประชุมคณะอนุกรรมการกระจายอำนาจถ่ายโอนฯ และได้เสนอให้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้ตัด 5 หน่วยบริการ คือ สสจ., สสอ., รพศ., รพท. และ รพช. เพื่อที่จะให้ตรงกับภารกิจของหน่วยบริการปฐมภูมิ ที่ทำเรื่องส่งเสริมป้องกันโรค หรือการดูแลให้บริการที่ไม่ต้องอาศัยใบประกอบโรคศิลปในการประกอบวิชาชีพเวชปฏิบัติ กลุ่มนี้จะไม่อยู่ในภารกิจที่ถ่ายโอนไป ยกเว้นกรณีบุคลากรสมัครใจไปด้วยตัวเอง จึงมอบนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) พิจารณาเป็นรายๆ โดยคำนึงว่า ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อระบบบริการ และการย้ายไม่ใช่ถ่ายโอน แต่เป็นแบบโอนย้าย หมายถึง ตัวผู้ขอย้ายสามารถไปได้ แต่ตำแหน่ง อัตรากำลังเดิมยังอยู่ที่นี่ ทำให้เราสามารถรับคนใหม่ หรือคนรอขึ้นตามลำดับได้” นพ.พงศ์เกษม กล่าว