นักวิจัยชี้นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ เดินถูกทาง แต่ต้องพัฒนาต่อ
วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล อดีตอาจารย์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้วิจัยโครงการติดตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่ หรือ ยูเซ็ป (UCEP) เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลนโยบายยูเซ็ป สรุปได้ว่า เป็นนโยบายที่เดินมาถูกทาง ได้ผลดีในระดับหนึ่ง และควรเดินหน้าต่อ ซึ่งในการเริ่มต้นนโยบายยูเซ็ปนี้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการหารือความร่วมมือกับโรงพยาบาล (รพ.) เอกชนก่อน ทั้งอัตราจ่ายและวิธีจ่ายเงินชดเชย ซึ่งประเด็นที่ทำให้ รพ.เอกชน รู้สึกพอใจและให้ความร่วมมือ คือ การกำหนดหลักเกณฑ์ยูเซ็ป จะต้องเป็นอาการระดับสีแดงเท่านั้น รวมถึงการจำกัดช่วงเวลารักษาที่ 72 ชั่วโมง ทำให้ตั้งแต่ปี 2561-2565 การรับรักษาผู้ป่วยยูเซ็ป โดย รพ.เอกชน มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งยังส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างสิทธิสุขภาพ 3 กองทุน ลดลง
ศ.นพ.ไพบูลย์กล่าวว่า ทั้งนี้ แม้ว่าการดูแลผู้ป่วยยูเซ็ป โดย รพ.เอกชน จะดีขึ้น แต่ยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการเข้ารับบริการยูเซ็ปอยู่
“โดยเฉพาะปัญหาถูกเรียกเก็บเงิน และถูกปฏิเสธเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะ รพ.เอกชน ระดับไฮเอ็น ประกอบกับ ในภาวะอาการที่ผู้ป่วยเชื่อว่าอยู่ในระดับสีแดง แต่ รพ.แจ้งว่าเป็นสีเหลือง ซึ่งเมื่อมีอาการเจ็บป่วยที่เข้าด้ายเข้าเข็ม ก็ทำให้ญาติตัดสินใจควักเงินจ่ายค่ารักษาเอง” ศ.นพ.ไพบูลย์กล่าวและว่า ในมุมของนักวิชาการ คนไข้ระดับสีเหลือง มีโอกาสที่อาการจะขยับไปเป็นสีแดงได้ ทั้งจากการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน หรือในจังหวะการประเมินอาการขณะนั้นยังไม่ถึงระดับสีแดง เช่น ตกเลือดในช่องท้อง แต่ยังไม่ช็อกก็เป็นสีเหลือง แต่ผ่านไปสักพัก มีอาการช็อกก็จะกลายเป็นสีแดง เป็นต้น ดังนั้น เกณฑ์การตัดสินว่าเอาเฉพาะสีแดงก็อาจเป็นช่องโหว่ รวมถึงการจำกัดบริการที่ 72 ชั่วโมง ก็อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยได้
นอกจากนี้ ศ.นพ.ไพบูลย์กล่าวว่า จากการวิเคราะห์เพิ่มเติม พบว่า ยูเซ็ปมีอีกหลายประเด็นที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ เช่น ข้อสันนิษฐานที่ว่า การบริการยูเซ็ปของ รพ.รัฐ ดีแล้ว แต่ข้อเท็จจริง ยังมีจุดอ่อนที่ต้องปรับแก้
“อย่างเช่น ค่าตอบแทนของแพทย์และพยาบาลใน รพ.รัฐ ปกติก็อยู่ในอัตราที่ต่ำอยู่แล้ว ทำให้แรงจูงใจและความทุ่มเทจึงต่ำไปโดยธรรมชาติ และเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นการเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่เป็นเรื่องความสมน้ำสมเนื้อในการทำงาน รวมถึงยังมีปัญหาระเบียบและหลักเกณฑ์ต่างๆ ของการใช้เงินที่เป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มค่าตอบแทน หรือจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อดูแลผู้ป่วยยูเซ็ป ดังนั้น แม้ว่าจะมีการอัดฉีดเงินให้ รพ.รัฐ ก็ไม่อาจแก้ปัญหานี้ได้” ศ.นพ.ไพบูลย์กล่าว
ผู้วิจัยโครงการติดตามนโยบายยูเซ็ปกล่าวว่า ขณะนี้ การนำส่งผู้ป่วยก็ยังเป็นปัญหา พบว่ามีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่เข้ารับการรักษาในแต่ละวัน โดยการนำส่งผ่านระบบสายด่วน 1669 ไม่ถึงร้อยละ 10 ส่วนการส่งรถพยาบาลไปรับคนไข้ที่ควรสอดคล้องกับความรุนแรงของโรค แต่สัดส่วนไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น เช่น ผู้ป่วยสีแดงถูกนำส่งด้วยรถพยาบาลขั้นสูงประมาณร้อยละ 80 ซึ่ง ร้อยละ 80 นี้ อยู่ในร้อยละ 10 ที่ประสานผ่านระบบของ 1669 ดังนั้น จึงเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ส่วนผู้ป่วยสีเหลืองได้รับรถที่เหมาะสมกับอาการน้อยลงไปอีก โดยมีตัวเลขแค่ร้อยละ 12 เท่านั้น
“คำถามคือ เราจะอุดช่องว่างนี้ได้อย่างไร 10 กว่าปีที่ผ่านมา อาจถูกจำกัดด้วยงบประมาณ ถูกจำกัดในการสร้างแรงจูงใจ หรือหากลไกอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาทำในเรื่องนี้ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในระบบ ซึ่งต้องฝากไปยังสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ศ.นพ.ไพบูลย์กล่าวและว่า ทั้งนี้ ต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ต้องมีการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ รพ.รัฐ ในการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาคุณภาพข้อมูล และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง รพ. เนื่องจากคนไข้ฉุกเฉินวิกฤตมักไปตั้งต้นที่ รพ.อำเภอ หรือ รพ.ขนาดเล็กก่อน แล้วส่งต่อไป รพ.ขนาดใหญ่ หรือถ้าไป รพ.เอกชน เมื่อครบ 72 ชั่วโมง ก็ต้องส่งกลับ รพ.ต้นสังกัด ดังนั้น หากเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง รพ.ได้ ก็จะมีข้อมูลเพียงพอให้กับแพทย์ผู้รักษาในการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง

