นักวิจัยชี้นโยบาย UCEP ช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้าถึงการรักษาเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ
วันนี้ (13 กรกฎาคม 2566) นพ.ณัฐวุฒิ เอี่ยงธนรัตน์ ตัวแทนคณะผู้วิจัยติดตามโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ หรือ ยูเซ็ป (UCEP) กล่าวถึงผลการศึกษาการดำเนินงานของนโยบายยูเซ็ปที่ผ่านมา ว่า ถ้ามองความสำเร็จเชิงนามธรรมบนหลักการที่วางไว้ พบว่า มีความสำเร็จ 3 เรื่อง คือ
1.ผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้ป่วยในภาพรวม ทำให้ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินระหว่างสิทธิการรักษาลดลง และเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะก่อนมีนโยบายยูเซ็ป ผู้เข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินส่วนใหญ่ คือ สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ แต่หลังจากมียูเซ็ปแล้ว สิทธิบัตรทองกลายเป็นกลุ่มหลักที่เข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ดังนั้น อนุมานได้ว่า การมีนโยบายยูเซ็ป ทำให้เกิดความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินมากขึ้น มีสัดส่วนตัวเลขที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่าเดิม
2.กระบวนการประเมินคัดแยกผู้ป่วยเพื่ออนุมัติสิทธิ ได้รับการยอมรับจากภาคเอกชน เพราะมีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า อาการแบบไหน คือ ฉุกเฉินวิกฤต และช่วยแก้ปัญหาการสื่อสารระหว่าง 3 กองทุน โรงพยาบาล (รพ.) เอกชน และผู้ป่วยเข้าใจได้ง่าย
และ 3.วิธีการจ่ายเงินชดเชยค่าบริการแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการรักษาใด ส่งผลให้คุณภาพการรักษาเท่าเทียมกัน อัตราการเสียชีวิตในแต่ละสิทธิการรักษาไม่แตกต่างกัน
“อย่างไรก็ดี ความสำเร็จ 3 ข้อนี้ เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในเชิงนามธรรม แต่ถ้ามองความสำเร็จในเชิงรูปธรรม โดยยึดคำว่าเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ จากการศึกษาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานสนับสนุนว่า ผู้ป่วยจะสามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินตรงตามระดับความเร่งด่วนของการรักษาพยาบาลตามที่โฆษณาไว้” นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว
นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาในการดำเนินนโยบาย จากการศึกษาพบ 4 ประเด็น เชิงคุณภาพการรักษา คือ 1.ความแตกต่างของคุณภาพบริการในแต่ละภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผลลัพธ์และความก้าวหน้าดีที่สุด ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของจากสมรรถนะการบริการจัดการเครือข่ายแพทย์ฉุกเฉินของแต่ละพื้นที่ ระบบสารสนเทศที่มีข้อจำกัดเรื่องความสมบูรณ์ของข้อมูล ทำให้ผู้บริหารในระดับพื้นที่นำมาวิเคราะห์และพัฒนาได้ยาก รวมทั้งการตัดสินใจเชิงบริหารที่อาจมีอุปสรรคเรื่องระเบียบทางการเงินที่ยังไม่ยืดหยุ่นพอ
2. มีช่องว่างในกระบวนการดูแลก่อนถึงโรงพยาบาล ทั้งการคัดกรองและการจ่ายงาน ข้อมูลที่สะท้อนภาพได้ดี คือการนำส่งตัวผู้ป่วยสีเหลือง ซึ่งควรถูกรับตัวด้วยรถพยาบาลระดับสูง กลับได้รับการใช้รถพยาบาลระดับเบื้องต้นเกือบร้อยละ 80 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเกินไป และ 3.ผู้ป่วยร้อยละ 20-30 มีปัญหาถูกเรียกเก็บเงินมัดจำก่อนให้บริการใน รพ.เอกชน มีช่องว่างการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในหลักเกณฑ์ประเมินคัดแยกผู้ป่วยเพื่ออนุมัติสิทธิ และร้อยละ 33-55 ไม่พอใจผลการประเมิน เพราะคิดว่าตัวเองฉุกเฉิน แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ฉุกเฉิน อีกทั้งพบว่า การเข้ารับบริการผ่านระบบของสายด่วน 1669 ยังน้อยกว่าร้อยละ 10 ส่วนผู้ป่วยที่เหลือเข้าถึงบริการด้วยตัวเอง
และ 4.การบันทึกข้อมูล pre-authorization ของผู้ให้บริการที่ไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปในทางเดียวกัน บางแห่งบันทึกข้อมูลทุกราย บางแห่งบันทึกเฉพาะผู้ที่แพทย์ประเมินว่าฉุกเฉินวิกฤต เป็นต้น เช่นเดียวกับหลักเกณฑ์ที่ให้ส่งต่อภายใน 72 ชั่วโมง (ชม.) ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพอาการป่วยของผู้ป่วยแต่ละราย บางคนอาจส่งต่อได้เร็ว บางคนอาจส่งต่อได้ช้ากว่านั้น และความเข้าใจหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายหลัง 72 ชม. ยังแตกต่างกันระหว่างสถานพยาบาล ไม่มีระเบียบแบบแผนชัดเจน ขณะเดียวกัน พบว่ามีผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถส่งต่อไปโรงพยาบาลตามสิทธิได้หลัง 72 ชม. เพราะโรงพยาบาลตามสิทธิไม่มีเตียงสำรองไว้ให้
นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอนโยบาย เพื่อพัฒนาระบบยูเซ็ปนั้น โดยในส่วนของรัฐบาลให้ขยายนโยบาย ยูเซ็ปไปสู่ รพ.รัฐทั่วประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตทุกคนเข้าถึงการรักษาอย่างทันการณ์ พร้อมกับแก้ไขกฎระเบียบด้านการเงินให้ยืดหยุ่นใกล้เคียง รพ.เอกชน ขณเดียวกัน ส่งเสริมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่รับถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้มีบทบาทพัฒนาเครือข่ายบริการกู้ชีพร่วมกับโรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และมูลนิธิต่างๆ เพื่อลดความแตกต่างของบริการกู้ชีพระหว่างภูมิภาค
“ส่วนระบบสารสนเทศ ควรพัฒนาให้รองรับนโยบายการแพทย์ฉุกเฉิน ใช้กลไกการจ่ายเงินแบบ fee schedule และเพิ่มขีดความสามารถสถานพยาบาลในการวิเคราะห์ข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถานพยาบาลและหน่วยกู้ชีพ เพื่อให้เกิดการบริการแบบไร้รอยต่อ สุดท้ายคือ ควรวิจัยต่อยอดวิธีการจ่ายชดเชยค่าบริการให้สอดคล้องกับความเป็นจริง สอดคล้องกับขีดความสามารถและต้นทุนบริการของโรงพยาบาลที่แตกต่างกัน รวมไปถึงการยืดหยุ่นหลักเกณฑ์ 72 ชม. ตามสภาวะฉุกเฉินที่มีความไม่แน่นอน” นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว

