ปี’65 มะเร็งรักษาทุกที่ดูแลกว่า 2แสนคน สปสช.ยันช่วยผู้ป่วยรักษาเร็ว-ลดเวลารอคอย
วันนี้ (20 กรกฎาคม 2566) ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวระหว่างเปิดเวทีเสวนาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการ หัวข้อ “2 ปี มะเร็งรักษาทุกที่ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จถ้วนหน้า” จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า ครบ 2 ปีสำหรับนโยบายมะเร็งรักษาทุกที่ ที่มีความพร้อม (Cancer Anywhere) เพราะเมื่อเวลาป่วยมะเร็ง ก็จะเกิดความกลัวจะเสียชีวิตเพราะการเข้าถึงบริหารล่าช้า ไม่ว่าจะคิวผ่าตัด ฉายแสง การให้เคมีบำบัด ประกอบกับเทคโนโลยีที่พัฒนาเร็วทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง จึงทำให้ต้องมาหารือกันในวันนี้ นอกจากนั้น จะหารือในประเด็นร่วมจ่าย (extra billing) อย่างไร ไม่ให้ผู้ป่วยล้มละลายและให้ประเทศชาติยังไปต่อได้ โดยเวทีนี้ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งคาดว่าจะมีการจำแนกปัญหา คำแนะนำทางแก้ไข ข้อเสนอแนะต่างๆ เป็นกลุ่มๆ โดยกลุ่มปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนก็ควรมีการแก้ปัญหาภายใน 1-2 เดือน

ด้าน พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวถึงผลการดำเนินงานนโยบายมะเร็งรักษาทุกที่ (Cancer Anywhere) ว่า นโยบายมะเร็งรักษาทุกที่ ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นการยกระดับการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็ง ลดเวลารอคอยผ่าตัด การให้เคมีบำบัดและฉายแสง ซึ่งบทบาทของสปสช.ทำหน้าที่จ่าย ส่วน สธ. มีสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ออกแบบระบบเป็นหลัก เป็นการทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมาย 4-6-6 ดังนี้ ร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดภายในระยะเวลา 6 สัปดาห์ และร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยรังสีรักษาภายในระยะเวลา 6 สัปดาห์
พญ.ลลิตยา กล่าวว่า ปัจจุบันมีหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะการฉายรังสี จำนวน 42 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่สถานบริการเคมีบำบัด จากเดิมที่มี 143 แห่ง เพิ่มเป็น 152 แห่ง กระจายในทุกเขตสุขภาพ ส่วนจำนวนผู้ป่วยที่เข้าสู่ระบบรักษาหลังวันที่เริ่มนโยบาย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น ข้อมูลปี 2565 มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 200,000 คนเศษ
“ปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยในกรุงเทพมหานคร เกินครึ่งเป็นผู้ป่วยนอกพื้นที่ที่เข้ามารับการรักษาในกรุงเทพฯ ขณะที่เขตอื่นๆ สามารถดูแลผู้ป่วยได้ดี ขณะที่สัดส่วนการให้บริการก่อนหน้าที่มีนโยบาย ผู้ป่วยจะอยู่กับสังกัดโรงเรียนแพทย์ (UHOSNET) แต่หลังมีนโยบายทำให้ ศูนย์มะเร็ง และโรงพยาบาลในสังกัด สธ. ดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น” พญ.ลลิตยา กล่าว
รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายรักษาผู้ป่วยมะเร็ง หลังมีนโยบาย พบว่ามีการใช้เม็ดเงินสูงขึ้น โดยปี 2565 ตัวเลขแตะถึง 8,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สปสช.ได้สำรวจความพึงพอใจต่อนโนบาย แบ่งเป็น 1.ประชาชนผู้รับบริการ ในปี 2564 ความพึงพอใจ 8.50 และลดลงในปี 2565 เป็น 8.19 ขณะที่ 2.ผู้ให้บริการ ปี 2564 ความพึงพอใจ 8.54 และเพิ่มขึ้นในปี 2565 เป็น 8.55 ส่วนข้อร้องเรียน พบว่า ปี 2564 มีข้อร้องเรียนเฉพาะเรื่องมะเร็ง 96 เรื่อง ปี 2565 ลดลงเหลือ 28 เรื่อง และ ปี 2566 จนถึงเดือนพฤษภาคม 35 เรื่อง โดยประเด็นร้องเรียนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมี 2 เรื่องร้องเรียนหลักๆ คือ การเรียกเก็บค่าบริการ 30 เรื่อง และไม่ได้รับบริการตามสิทธิ 26 เรื่อง
นพ.ธีระชัย ทรงเกียรติกววิน รองประธานกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขามะเร็ง สธ. กล่าวว่า สิ่งสำคัญของการบริการ คือ อย่าทำให้ประชาชนเดือดร้อนกับการส่งตัวส่งต่อไปมา
“ประชาชนเมื่อป่วย เขาอยากไปในสถานที่รักษา แต่ด้วยระบบเดิมต้องมีใบส่งตัว บางครั้งเจอหมอบอกว่า ข้อมูลไม่ครบ ให้กลับไปเอาเอกสารอีก กว่าจะได้เอกซเรย์ กว่าจะได้รับการรักษา พบว่า ต้องไปโรงพยาบาล ถึง 6 ครั้ง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก บางคนต้องเหมารถ อย่างคนต่างจังหวัด คนสามจังหวัดชายแดนใต้ เหมาครั้งละ 2-3 พันบาท ดังนั้น เมื่อมีโครงการนี้ ต้องปักหลักว่า จะไม่มีใบส่งตัวต่อไป เพราะไม่ใช่ภาระของคนไข้ต้องทำ ใช้ระบบให้โรงพยาบาลติดต่อกับโรงพยาบาลเอง โดยระบบจะประสานกันเองในทุกเขตสุขภาพ จริงๆ ทุกเขตสุขภาพทำได้ แต่อาจมีเขตสุขภาพที่ 13 หรือ กรุงเทพมหานคร ที่มีโรงพยาบาลหลายสังกัด ไม่เหมือน สธ.จะดูแลส่วนภูมิภาค การสื่อสารจะรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม จุดที่ดีของนโยบายนี้ นอกจากดีกับผู้ป่วย ยังดีกับสถานพยาบาล เพราะเดิมหากคนไข้ต้องถูกส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยต่างๆ จะถูกตัดเงินก่อน แต่ปัจจุบันที่ไหนรักษา ที่นั่นจะคิดค่าใช้จ่าย แต่ไม่ได้เรียกเก็บประชาชน” นพ.ธีระชัย กล่าว
นพ.ธีระชัย กล่าวอีกว่า นโยบายนี้ดีมาก ซึ่งความสำเร็จที่ซ่อนอยู่ในเรื่องการไม่ต้องมีใบส่งตัว
“ระบบ Cancer Nurse coordinator เป็นระบบที่ สธ.ทำอยู่ แต่ระบบนี้ไม่ยั่งยืน เพราะพยาบาลมีหน้าที่ค่อนข้างมาก และเปลี่ยนคนไปมา จึงฝาก สปสช.ในการดูเรื่องระบบดังกล่าวให้ดี เพราะหากระบบพัง คนไข้ก็จะต้องกลับมาเอาใบส่งตัวต่างๆ อยู่ดี ก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ ฝาก สปสช.ในเรื่องการปรับปรุงการบันทึกข้อมูล การลงทะเบียน ซึ่งนโยบายนี้ ส่วนใหญ่ใช้ข้อมูลจาก สปสช. ในเรื่องการคีย์ข้อมูลเพื่อเบิกจ่าย แต่จริงๆ ควรมีระบบในการลงทะเบียนที่ให้เห็นถึงข้อมูลสถานการณ์คนไข้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเปลี่ยนไปบันทึกข้อมูลของ สปสช.อย่างเดียว นอกจากนี้ ในเรื่องการเบิกจ่ายต้องระวังในเรื่องข้อมูลที่อาจสับสนหรือไม่เข้าใจว่า ต้องคีย์ข้อมูลเบิกจ่ายอย่างไร ทำให้อาจตัวเลขต่ำกว่าเกณฑ์ หรือสูงกว่าเกณฑ์” นพ.ธีระชัย กล่าว
ด้าน นพ.ศุภกร พิทักษ์การกุล รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ในเรื่องระบบส่งข้อมูล จากนโยบายที่ไม่มีใบส่งตัว ต้องพิจารณาว่า จะทำอย่างไรให้ทราบข้อมูลการรักษาที่คนไข้นั้นเคยรักษา จึงเป็นที่มาของการพัฒนาระบบมารองรับ รวมทั้งมีแอพพลิเคชัน Cancer Anywhere ให้คนไข้ด้วย รวมถึงสถาบันมะเร็งฯ ยังลงพื้นที่ให้ความเข้าใจนโยบายนี้ เพื่อให้บุคลากรเข้าใจวัตถุประสงค์ เพราะบางแห่งช่วงแรกๆ ไม่เข้าใจให้คนไข้ไปเอาใบส่งตัวเหมือนเดิม มองว่านโยบายนี้มีประโยชน์มาก เพราะในอดีต คนไข้ทำงานข้ามจังหวัดมารักษา ก็ต้องกลับไปต้นทาง แต่นโยบายนี้ลดปัญหาเหล่านี้
ขณะที่ พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ กล่าวว่า มีการพัฒนาโปรแกรมในการส่งข้อมูล มีทั้ง The One ซึ่งสามารถเห็นคิวการรักษา และมีโปรแกรมส่งข้อมูล คือ Thai cancer based มีโปรแกรมสำหรับประชาชนในการรองรับ แต่หน่วยบริการกลับไม่ใช้ประโยชน์จากโปรแกรมตามที่วางไว้ ซึ่งแรกเริ่มนโยบายนี้ต้องการลดคิวจากยาว ไปยังที่คิวสั้น และลดปัญหาการรักษาข้ามเขต โดยไม่ต้องมีใบส่งตัว
“จึงต้องถามว่า เร็วที่สุด กับสิ่งที่คนไข้คิดว่าดีที่สุดอาจไม่สอดคล้องกัน เช่น โรงพยาบาลที่คิวว่าง แต่ไม่ใช่โรงเรียนแพทย์ อย่างเขตสุขภาพที่ 13 หากดูเรื่องการวัดผล จึงเกิดคำถามว่าเขต 13 ไม่มีการส่งข้อมูลตรงนี้จะวัดอย่างไร และเขต 12 ที่วัดได้ แต่ระบบสั้นลง จึงอาจไปอยู่ที่เขตสุขภาพที่ 13 หรือไม่ จริงๆนโยบายนี้ ไม่มีปัญหาอะไรกับการให้บริการทางวิชาการ เพราะทุกคนแฮปปี้ โดยเฉพาะคนไข้ แต่การสื่อสารตอนนี้ ยังพบว่า ใช้โปรแกรมทั้ง 3 อย่าง ไม่ค่อยเก่ง หากใช้คล่องขึ้นอาจเพิ่มศักยภาพได้ ทำให้อนาคตสามารถแจ้งได้ว่า มะเร็งที่จังหวัดนี้ ที่รพ.นี้ได้เข้ารักษาเร็วขึ้น เป็นต้น” พญ.ปฐมพร กล่าว

