เข้าใจสิทธิ “P&P” บริการสร้างเสริมสุขภาพ-ป้องกันโรค เลี่ยงเจ็บป่วยได้ด้วย “มือ” ประชาชน

ในเวทีเสวนาหัวข้อ “ทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค…ได้เต็มร้อย?” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 มีการสรุปผลรับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระดับประเทศ ประจำปี 2566 ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อันเป็นวาระสำคัญประจำปีเพื่อพัฒนาสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ของคนไทย

ประเด็นใหญ่ที่ถูกหยิบยกมาร่วมพูดคุยในปีนี้ คือ เรื่องสิทธิประโยชน์ “บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” หรือ Promotion and Prevention (P&P) ซึ่งเป็นหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการลดภาระของระบบบริการสาธารณสุข ทำให้บริการนี้ถูกจัดเป็นสิทธิประโยชน์แก่ประชาชนคนไทยทุกสิทธิ ทุกคน

ศ.(วุฒิคุณ) นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ที่ปรึกษาคณบดีด้านนโยบายและการจัดการสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในอดีตผู้คนมักมองโรคภัย ไข้เจ็บ เป็นเรื่องธรรมชาติ แม้แต่กลุ่มโรคจากพฤติกรรมที่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ต้องพบเจอกันทุกคน กระทั่ง เมื่อพบว่าโรคเหล่านี้สามารถป้องกันได้ดังอายุขัยเฉลี่ยของผู้คนที่ไม่เท่ากัน เนื่องด้วยวัฒนธรรม หรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนกัน

Advertisement

ศ.(วุฒิคุณ) นพ.วิวัฒน์ ระบุว่า จุดแตกต่างสำคัญของระบบสุขภาพ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเก่งของการรักษาพยาบาล หากแต่เป็นความเก่งในการส่งเสริมป้องกันโรค ด้วย 2 องค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน คือ การสร้างเสริมสุขภาพ (Promotion) ที่เปรียบเสมือนกับการสร้างบ้านให้แข็งแรง กับการป้องกันโรค (Prevention) ที่เหมือนการสร้างรั้วล้อมเพื่อไม่ให้มีภัยเข้าบ้าน เรียกโดยรวมว่า P&P ซึ่งงานนี้จะมี 2 ด้าน 1.ภาระหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดบริการแก่ประชาชน 2.ความรับผิดชอบของประชาชนในการทำให้ตนเองมีสุขภาพดี

“ถ้างาน P&P เข้มแข็ง คนก็จะป่วยน้อยลง เช่น หากทำให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียมจากค่าเฉลี่ยคนละ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน เหลือ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน จำนวนของโรคภัยหรือผู้ที่จำเป็นจะต้องล้างไตก็จะลดลงไปได้มาก ช่วยประหยัดงบประมาณประเทศอย่างมหาศาล” ศ.(วุฒิคุณ) นพ.วิวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ ศ.(วุฒิคุณ) นพ.วิวัฒน์ มองว่า น่าอิจฉาคนไทยที่มีบริการ P&P เป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานให้กับทุกคน ปัจจุบันมีสิทธิประโยชน์รวม 111 รายการ และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วยังไม่มีสิทธิเหล่านี้ให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะเห็นความสำคัญและทำสิทธินี้ให้ครอบคลุมทุกคน แต่พบว่าคนส่วนใหญ่กลับไม่รู้ถึงสิทธิที่ตนมีและควรจะได้รับ เมื่อไม่รู้ จึงไม่ได้เข้าไปรับบริการ รวมถึงไม่ออกไปเรียกร้องเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง เช่นเดียวกับหน่วยบริการเองที่ไม่ได้ตระหนักถึงหน้าที่ให้บริการ P&P

“สำหรับข้อเสนอเพื่อทำให้บริการ P&P ครอบคลุมทุกคนได้จริง ประกอบด้วย 1.สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบว่ามีสิทธิและไปเข้ารับบริการ 2.สร้างจิตสำนึกของบุคลากรการแพทย์ ที่ไม่มุ่งเฉพาะการรักษา แต่ต้องเน้นการสร้างเสริมป้องกันด้วย 3.ต้องอำนวยความสะดวกให้คนเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว 4.จัดระบบให้สามารถใช้สิทธิได้ทุกที่ ไม่จำกัดว่าจะต้องเข้ารับบริการในที่ใดเท่านั้น 5.จัดบริการเชิงรุกเข้าสู่ชุมชน” ศ.(วุฒิคุณ) นพ.วิวัฒน์ ระบุ

ขณะที่มุมมองในฐานะผู้ให้บริการ พญ.รัชฎาพร สีลา ผู้อำนวยการ รพ.หนองฮี จ.ร้อยเอ็ด ได้บอกเล่าถึงการดูแลอำเภอขนาดเล็กที่มีประชากรราว 2.6 หมื่นคน ว่า รพ.หนองฮี ได้ทำงานควบคู่ทั้งในการรักษาพยาบาลและการส่งเสริมป้องกันโรค ซึ่งในส่วนของ P&P โรงพยาบาลได้ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายกับหน่วยบริการปฐมภูมิอีก 6 แห่งในพื้นที่ และเห็นด้วยว่าบริการ P&P เป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชากรไทยทุกคนจะต้องสามารถเข้าถึงได้ บนความรับผิดชอบของทั้ง 2 ฝั่ง คือ ฝั่งหน่วยบริการที่จะให้บริการ กับฝั่งประชาชนที่จะต้องร่วมดูแลสุขภาพ มีการเชื่อมร้อยทั้งในแง่บริบทของสังคม การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ การเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพ พร้อมการสร้างความรู้เท่าทัน ให้ประชาชนได้เข้าใจและเข้าถึงข้อมูลได้ว่าตัวเขามีสิทธิอะไรบ้าง

“การทำงาน P&P อยากให้มีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับมายังหน่วยบริการหลักได้ด้วยว่า คนไข้รายนั้นเขามีความเสี่ยงอะไร เคยได้รับการส่งเสริมป้องกันโรคด้านไหนไปแล้วบ้าง หรือยังขาดอะไรเพื่อให้หมอเข้ามาช่วยเสริมเติมเต็มในส่วนนั้นได้ ไม่ใช่ว่าคัดกรองแล้วก็กองเอาไว้แบบนั้น แต่อยากให้ถูกนำกลับมาช่วยลดความเสี่ยงทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับเขา” พญ.รัชฎาพร ให้ความเห็น

สอดคล้องกับ นายบัณฑิต ตั้งเจริญดี ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์และฟื้นฟูบึงยี่โถ จ.ปทุมธานี ที่เน้นย้ำว่า รูปแบบของงาน P&P ต่อไปคงจะไม่ได้มองเฉพาะหน้าที่การให้สิทธิกับประชาชนเท่านั้น หากแต่จะต้องทำให้ประชาชนรู้จักรักษาสิทธิของตนเอง และสนใจสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคด้วย เช่น ทำให้สุขภาพดี ประชาชนก็ต้องตระหนักถึงหน้าที่ว่าจะต้องออกกำลังกาย เพราะสังคมเมืองทุกวันนี้ คนสนใจแต่ทำงานอย่างเดียว สุดท้ายต้องเอาเงินมารักษาตัวเอง อย่างไรก็ตาม จะทำให้บริการ P&P ครอบคลุมคนไทยได้ครบทั้ง 100% นั้น อาจเป็นไปได้ยาก เพราะประชาชนยังไม่มีจิตสำนึกดูแลสุขภาพตนเองที่มากเพียงพอ ฉะนั้น หากเพียงให้สิทธิไปอย่างเดียว แต่ประชาชนไม่ตระหนักในหน้าที่ งาน P&P ย่อมไม่สำเร็จ ขณะนี้จึงเปรียบเสมือนกับเป็นทางคู่ขนานที่ต้องทำควบคู่กันไป โดยให้ประชาชนมีองค์ความรู้ว่า จะต้องทำอะไรไปพร้อมกับการให้สิทธิประโยชน์

มาถึงความเห็นของฝั่งผู้รับบริการ นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่า เชื่อว่าการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคจะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ควรต้องให้อยู่ในมือของประชาชน ที่เข้ามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตัวเอง พร้อมร่วมจัดบริการสร้างเสริมป้องกันโรค ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายภาคประชาชน หรือกลุ่มผู้ป่วยต่างๆ

พร้อมกันนั้น นายอภิวัฒน์ ยังตั้งคำถามถึงกฎเกณฑ์ระเบียบต่างๆ ของหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งอาจไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายของการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค เพราะยังมีข้อติดขัดที่เป็นอุปสรรค ซึ่งรอปลดล็อกเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับ P&P เป็นไปได้อย่างราบรื่น สามารถใช้งบประมาณ และออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับการทำงานได้

“อย่างช่วงการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เครือข่ายภาคประชาชนมีบทบาทอย่างมาก ขณะที่ระบบบริการหลักกำลังหลังแอ่น โมเดลเหล่านี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ควรนำมาทบทวนและช่วยกันขยายต่อ ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญมาก มีกลุ่มผู้ป่วยต่างๆ ที่หากทำให้เขาเกิดความเข้มแข็งมากขึ้น จะเข้ามาเป็นส่วนช่วยหนุนเสริมให้บรรยากาศของการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคดีมากขึ้น” นายอภิวัฒน์ ให้ความเห็น

ไม่ต่างกับ น.ส.ชลดา บุญเกษม ตัวแทนหน่วยรับเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 50 (5) จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มองว่า แม้หน่วยบริการสุขภาพจะมีการดำเนินงาน P&P มีการสำรวจ คัดกรองโรค รวมถึงเยี่ยมบ้านต่างๆ แต่ข้อมูลหรือจำนวนกลุ่มเป้าหมายอาจยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทุกกลุ่ม ซึ่งภาคประชาชนเองจะสามารถเข้ามาช่วยเสริมเติมเต็มในส่วนนี้ได้

เธอยกตัวอย่างถึงการค้นหากลุ่มเป้าหมายหญิงตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งกลุ่มหญิงที่ทำงานในโรงงาน หรือที่ตั้งครรภ์แล้วปกปิด กลุ่มเหล่านี้จะไม่เข้าสู่ระบบ และทำให้หน่วยบริการไม่สามารถรับรู้และเข้าไปส่งเสริมสุขภาพได้ หรือการป้องกันความเสี่ยงพลัดตกหกล้มในกลุ่ม
ผู้สูงวัย แม้หน่วยบริการจะให้คำแนะนำไปแล้ว แต่ชุมชนก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเฝ้าระวัง

“ดังนั้น ข้อเสนอถ้าจะให้บริการ P&P ยั่งยืน ควรร่วมมือทั้ง 3 ฝ่าย คือ หน่วยบริการสาธารณสุข ท้องถิ่น และภาคประชาชน ที่ร่วมกันทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะบริบทของภาคประชาชนจะสามารถเข้าถึงชุมชนได้มากกว่า มีเครือข่ายอาสาสมัคร มีกลไกที่จะเข้าไปดูแล พูดคุย กับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ได้ ซึ่งการเข้าไปคุยหรือเยี่ยมบ้าน ไม่ได้เป็นเรื่องของสุขภาพอย่างเดียว แต่การสังเกตบริบท ความเป็นอยู่ รวมถึงความเสี่ยงในการใช้ชีวิตของเขา ที่ทำให้เกิดการส่งต่อไปยัง
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดูแลได้” น.ส.ชลดา ให้ความเห็น

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ได้ที่เว็บไซต์ สปสช. www.nhso.goth เลือกหัวข้อ “เช็กสิทธิบริการสร้างเสริมสุขภาพ” หรือผ่านไลน์ OA สปสช. (พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso ในช่องค้นหา) กดเมนูเช็กสิทธิตรวจสุขภาพฟรี นอกจากนั้น ยังเข้าผ่านแอพพลิเคชั่น สปสช. เมนู “เช็กสิทธิบริการสร้างเสริมสุขภาพ” ได้เช่นกัน

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image