“ปวดหัวไมเกรน” คู่ปรับของคนวัยทำงาน แพทย์แนะวิธีเลี่ยง-บรรเทาอาการ

26.07.23 | 12:04 น.

“ปวดหัวไมเกรน” คู่ปรับของคนวัยทำงาน แพทย์แนะวิธีเลี่ยง-บรรเทาอาการ

วันนี้ (26 กรกฎาคม 2566) นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า โรคไมเกรน เป็นอาการปวดศีรษะที่พบได้ ในเด็กวัยเรียน วัยหนุ่มสาว แต่ผู้สูงอายุมักไม่เป็นโรคนี้ โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันและความกดดันอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ต้องเผชิญกับความเครียดสะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จะพบผู้ป่วยอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-30 ปี มากที่สุด มักพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

นพ.วีรวุฒิ กล่าวว่า โดยลักษณะของไมเกรน แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ไมเกรนชนิดมีอาการนำ และชนิดไม่มีอาการนำ ไมเกรนไม่มีอาการนำจะปวดศีรษะครึ่งซีกเป็นพักๆ เวลาหายปวดจะหายสนิท ซึ่งการปวดแต่ละครั้งจะนาน 4 ชั่วโมง หรือนานเป็นวันๆ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการ เช่นคลื่นไส้อาเจียน เหงื่อแตก

“ส่วนไมเกรนชนิดมีอาการนำ จะพบได้น้อยกว่า มักมีอาการนำมาก่อนแล้วจึงมีอาการปวดศีรษะตามมา อาการนำที่พบได้บ่อย เช่น ตาฝ้า เห็นแสงระยิบระยับ ฯลฯ บางคนอาจเห็นเป็นภาพมืดตรงกลาง ทำให้มองไม่เห็นชั่วครู่ อาจมีอาการแขนขาชาอ่อนแรง หรือพูดไม่ได้ชั่วครู่” นพ.วีรวุฒิ กล่าวและว่า ไมเกรนเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของใครหลายคน และเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน การมีความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้องจะช่วยให้ห่างไกลจากโรคไมเกรนได้

ด้าน นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคปวดศีรษะไมเกรน มีสาเหตุที่เกิดจากภายในร่างกายและจากพันธุกรรม ซึ่งไม่สามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ ส่วนสาเหตุที่มาจากภายนอกร่างกายเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดอาการ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ อากาศเปลี่ยนแปลง ทำงานหนัก หรือมีความเครียดมากเกินไป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารบางชนิด ได้แก่ กล้วยหอม ช็อกโกแลต เนยแข็ง เป็นต้น

Advertisement

“สำหรับการรักษาแพทย์จะให้ยาแก้ปวดเวลามีอาการปวดและการใช้ยาป้องกันไมเกรนในรายที่เป็นบ่อย ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาเมื่อมีอาการปวดศีรษะแบบรุนแรง ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาป้องกันไมเกรนสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้ได้ผลในการป้องกัน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีทรมานจากอาการปวดน้อยลงและดำเนินชีวิตประจำวันต่างๆ ทำงานได้ตามปกติ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การปวดเรื้อรัง ควรฝึกการคลายเครียดจากการทำงานหรือเรียน นอนพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ” นพ.ธนินทร์ กล่าว