สธ.จับตา “ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก” แม้ไม่แพร่ในไทย แนะสงสัยติดเชื้อพบหมอทันที

27.07.23 | 16:40 น.

สธ.จับตา “ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก” แม้ไม่แพร่ในไทย แนะสงสัยติดเชื้อพบหมอทันที

วันนี้ (27 กรกฎาคม 2566) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานพบผู้ติดเชื้อโรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโก พื้นที่ระบาดอยู่ในประเทศแถบยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียกลาง และเอเชียใต้ ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้เป็นโรคติดต่ออันตราย อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า สำหรับโรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโก ยังไม่มีรายงานพบผู้ป่วยในประเทศไทย

นพ.ธเรศ กล่าวว่า สำหรับโรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโก มีความแตกต่างจากโรคไข้เลือดออกที่พบผู้ป่วยในประเทศไทย โดยโรคไข้เลือดออกไครเมียนคองโก พบรายงานครั้งแรกในปี 2487 ที่บริเวณแหลมไคร เมียน ต่อมา เกิดการระบาดในประเทศคองโก สาเหตุเกิดจากเชื้อไนโรไวรัส (Nairovirus) เชื้อดังกล่าวพบในตัวเห็บที่อาศัยอยู่บนตัวสัตว์เท้ากลีบ เช่น วัว ควาย แพะ แกะ เป็นต้น พบระบาดในประเทศในแถบแอฟริกา อเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแถบแปซิฟิกตะวันตก

“โรคนี้ติดต่อโดย 1.ถูกเห็บที่มีเชื้อไนโรไวรัสกัด 2.สัมผัสเลือดหรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีเชื้อ 3.สัมผัสเลือดหรือเนื้อเยื่อของผู้ป่วยไครเมียนคองโก เมื่อป่วยจะเริ่มด้วยอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อาเจียน ปวดท้อง อุจจาระร่วง มีภาวะเลือดคั่ง ตาอักเสบบวมแดง อาจมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง เกิดขึ้นบริเวณหน้าอกและท้อง แล้วกระจายไปทั่วร่างกาย อาจมีเลือดออกที่บริเวณเหงือก จมูก ปอด มดลูก ทางเดินปัสสาวะ และทางเดินอาหาร อัตราการป่วยตายอยู่ที่ร้อยละ 30-40” นพ.ธเรศ กล่าวและว่า  หากพบผู้ติดเชื้อให้แยกผู้ป่วยให้อยู่ในห้องเดี่ยว และควรเป็นห้องความดันลบ ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในประเทศไทย ดังนั้น หากผู้ใดกลับจากต่างประเทศ และสงสัยว่าติดเชื้อโรคนี้ ให้ไปพบแพทย์และให้ประวัติการเดินทางและปัจจัยเสี่ยง

Advertisement

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ติดต่อโดยมียุงลายเพศเมียเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน และสูงลอยประมาณ 2-7 วัน ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ขึ้นตามลำตัว แขน ขา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และเบื่ออาหาร บางรายมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ส่วนใหญ่ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก ต่อมาไข้จะลดลง ในระยะนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดภาวะช็อก และเสียชีวิตได้

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกระหว่างวันที่ 1 มกราคม – วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 พบรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออก จำนวน 41,527 ราย สูงกว่าปีที่ผ่านมา ณ ช่วงเวลาเดียวกันถึง 2.8 เท่า และมีรายงานผู้เสียชีวิตจำนวน 41 ราย โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึง 5,057 ราย ทั้งนี้ หากประชาชนสงสัยหรือมีอาการเข้าได้กับโรคไข้เลือดออก ห้ามกินยาลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโครฟีแนก แอสไพริน และยาชุด ฯลฯ ซึ่งมีผลทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ และให้รีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ หรือสถานบริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัย ประเมินอาการ และการดูแลรักษาที่ถูกต้องรวดเร็ว” นพ.โสภณ กล่าว

รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า พร้อมทั้งป้องกันตนเองและบุคคลในครอบครัวไม่ให้ถูกยุงกัด โดยยึดหลักมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค ได้แก่ 1.เก็บบ้าน ให้สะอาดเป็นระเบียบ ปลอดโปร่ง ไม่ให้เป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บน้ำ โดยปิดฝาภาชนะใส่น้ำให้สนิท และหมั่นเปลี่ยนน้ำทุกสัปดาห์ และ 3.เก็บขยะ หรือเศษวัสดุที่มีน้ำขังทั้งภายในและบริเวณรอบบ้านเพื่อเป็นการกำจัดแหล่งวางไข่ยุงลาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะสามารถป้องกันโรคติดต่อนำโดยยุงลายได้ 3 โรค ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1422