แพทย์-ผู้เชี่ยวชาญ ชี้นโยบาย “มะเร็งรักษาทุกที่” มีจุดบอดในกรุง แนะเพิ่มเครือข่ายหน่วยบริการ

30.07.23 | 15:28 น.

แพทย์-ผู้เชี่ยวชาญ ชี้นโยบาย “มะเร็งรักษาทุกที่” มีจุดบอดในกรุง แนะเพิ่มเครือข่ายหน่วยบริการ

วันนี้ (30 กรกฎาคม 2566) นพ.ธีระชัย ทรงเกียรติกวิน รองประธานกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขามะเร็ง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่างแสดงความคิดเห็นถึงแนวทางการปรับปรุงพัฒนานโยบายมะเร็งรักษาที่ไหนก็ได้ (Cancer Anywhere) ว่า ปัญหาโรคมะเร็งมีหลายมิติ นโยบาย Cancer Anywhere เป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการ แต่เป็นเรื่องปกติที่เมื่อแก้ปัญหาหนึ่งแล้วก็จะเจออีกปัญหาหนึ่งแทน เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการตั้งสมมติฐานว่า คนไข้จากภูมิภาคไหลเข้ากรุงเทพฯ แต่ถ้าดูตัวเลขผู้ป่วยในภูมิภาค ก็ไม่ได้ลดลง เพราะฉะนั้น อาจเป็นคนไข้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว แต่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการรักษาได้ แต่เมื่อมีนโยบายนี้ จึงมีโอกาสเข้าถึงการรักษามากขึ้น

“อย่างไรก็ดี ดังที่กล่าวว่า นโยบาย Cancer Anywhere แก้ปัญหาการเข้าถึงบริการ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาทั้งระบบ อย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ มีความซับซ้อน มีหน่วยบริการจากหลายสังกัด การดำเนินการในด้านนี้จึงสู้ในภูมิภาคไม่ได้ เพราะในภูมิภาคทำงานกันเป็นเครือข่าย มีการนำระบบต่างๆ เข้ามาแก้ปัญหาความแออัดของผู้ป่วย ทั้งระบบการส่งกลับ ระบบเทเลเมดิซีน ระบบส่งยาไปถึงบ้าน ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ หน่วยบริการในกรุงเทพฯ เช่น โรงเรียนแพทย์ต่างๆ อาจจำเป็นต้องหารือเพื่อสร้างระบบเครือข่ายบริการร่วมกัน ไม่เช่นนั้น ถ้าผู้ป่วยแออัด คิวการรักษาจะนานขึ้น ผู้ป่วยก็จะเข้าไม่ถึงการรักษาเหมือนเดิม” นพ.ธีระชัย กล่าว

Advertisement

นพ.ธีระชัย กล่าวว่า เสนอให้เพิ่มความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายเพิ่มขึ้น เพราะจากข้อมูลพบว่า โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ของ สธ. มีผู้ป่วยระยะสุดท้ายร้อยละ 18-20 และในจำนวนนี้ มีเพียงร้อยละ 18-20 ที่ได้รับการดูแลแบบ palliative care นั่นหมายความว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษา แต่ไม่แน่ว่าการรักษาจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย

“บางครั้งเราโฟกัสเรื่องเดิมๆ การ reimbursement หรือ การจ่ายชดเชยค่าบริการสาธารณสุขจะจ่ายเท่าไร จะครอบคลุมเท่าไร แต่ถ้าถามผู้ป่วยระยะท้ายสักคำ ก็อาจสร้างคุณค่ามหาศาล ทั้งตัวผู้ป่วยและทำให้ระบบไม่รับภาระมากขึ้น” นพ.ธีระชัย กล่าว

 

ด้าน นพ.ศุภกร พิทักษ์การกุล รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนนโยบายมา 2 ปี สิ่งที่อยากเสนอให้ปรับปรุงเพิ่มเติมคือ เรื่องการประชาสัมพันธ์ เพราะหลายครั้ง หน่วยบริการหรือผู้ปฏิบัติงานไม่รับรู้นโยบาย ยังมีการให้คนไข้กลับไปขอหนังสือส่งตัว ดังนั้น ต้องมีการประชาสัมพันธ์ชี้แจงนโยบายให้มากขึ้น

“อีกประเด็นคือ เรื่องการแบ่งปันทรัพยากร ปัจจุบันทรัพยากรกระจายตัว แต่คนไข้อาจเข้าไม่ถึงหรือหน่วยบริการไม่ได้แนะนำให้คนไข้ไปรับบริการ ดังนั้น ถ้ามีอัตราการจ่ายที่เหมาะสม แล้วดึงโรงพยาบาลที่มีศักยภาพและยังมีผู้รับบริการน้อย หรือโรงพยาบาลเอกชนที่มีความพร้อมเข้ามาเติมเต็มในระบบ ก็จะเกิดประโยชน์มากขึ้น นอกจากนี้ บุคลากรที่ดูแลคนไข้มะเร็ง เช่น cancer nurse coordinator ก็ควรมี career path (เส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ) ที่ชัดเจน หรือมีค่าตอบแทนที่เพิ่มเติมเข้าไป จะช่วยเพิ่มกำลังใจแก่คนทำงานมากขึ้น ประเด็นสุดท้ายคือ การเพิ่มงบประมาณในด้านการคัดกรองหรือการวินิจฉัยให้พบโดยเร็วเพื่อลดการรักษาเมื่ออาการเข้าสู่ระยะสุดท้าย ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรักษาเมื่ออาการยังอยู่ในระยะแรกเริ่ม” นพ.ศุภกร กล่าว

ขณะที่ พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้แทนสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงตำแหน่ง cancer nurse coordinator ว่า อาจไม่จำเป็นต้องเป็นพยาบาล แต่ให้วิชาชีพอื่นทำหน้าที่ได้ เพราะถ้ากำหนดตายตัวว่า ต้องเป็นพยาบาลจะลำบากเนื่องจากภาระงานของพยาบาลมีมาก และขาดแคลนอยู่แล้ว

“ในส่วนของการส่งต่อข้อมูลการรักษานั้น ขณะนี้ สถาบันมะเร็งฯ กำลังทำรายการมาตรฐานข้อมูล และในอนาคตโรงพยาบาลที่อยู่ในระบบก็สามารถพัฒนา HIS (Hospital Information Systems) หรือระบบสารสนเทศโรงพยาบาลให้มีข้อมูลตามรายการมาตรฐานนี้ได้โดยเชื่อมโยงด้วย API ทำให้ไม่ต้องบันทึกข้อมูลซ้ำในหลายๆแอพพลิเคชัน อย่างไรก็ดี ในส่วนของโรงพยาบาลที่ไม่ได้อยู่ในสังกัด สธ. ก็จะเป็นปัญหาเพราะทุกโรงพยาบาลมีแอพพ์ฯ และฐานข้อมูลของตัวเองหมด แต่ขณะนี้มีหน่วยงานที่พยายามรวบรวมข้อมูลคือ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดังนั้น ในฐานข้อมูลมะเร็งก็สามารถส่งต่อข้อมูลผ่าน BDI ก็ได้ หรือผ่านโปรแกรม Thai Cancer Based ก็ได้ และในอนาคตก็สามารถยุบรวมทั้ง 2 ฐานข้อมูลนี้เข้าด้วยกันได้โดยใช้มาตรฐานข้อมูลที่สถาบันมะเร็งฯกำหนด ซึ่งจะทำให้การทำงานสะดวกขึ้น” พญ.ปฐมพร กล่าว

พล.ท.รศ.นพ.วิชัย วาสนสิริ ประธานชมรมศัลยแพทย์มะเร็งประเทศไทย กล่าวว่า ในเรื่องการส่งตัว ควรมีการแจ้งผู้ป่วยว่า จะต้องไปแผนกไหน เพราะบางครั้งผู้ป่วยไปแล้ว ไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหน ถ้ามีการแจ้งให้ชัดเจนก็จะช่วยลดขั้นตอนบางส่วน และในด้านการรักษาด้วยเคมีบำบัด อายุรแพทย์มะเร็งสามารถกำหนดสูตรยาและเมื่อส่งผู้ป่วยกลับไปยังโรงพยาบาลต้นทางและให้แพทย์ในโรงพยาบาลนั้นๆ จัดยาตามสูตรให้ เชื่อว่าจะลดความแออัดได้มากขึ้น ทั้งนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อาจสนับสนุนในด้านการจัดฝึกอบรมแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนเกี่ยวกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย

ขณะที่ นพ.เพชร อลิสานันท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการเงิน โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในฐานะตัวแทนเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า พัฒนาการด้านการรักษาพยาบาลมีความรวดเร็ว แต่การพิจารณาอัตราการเบิกจ่ายของ สปสช. ยังช้า ทำให้มีข้อจำกัดในการเบิกจ่ายการรักษาด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งประเด็นเรื่องการถูกเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะเชื่อว่ามีการถูกเรียกเก็บมากกว่านี้ และมีคนที่พร้อมจ่าย

“ดังนั้น อาจต้องพูดถึงการร่วมจ่ายบางอย่าง หรือถ้าในรายการจ่ายที่จำเป็น ก็ขอให้ สปสช. พูดให้ชัดว่าอันไหนจ่าย อันไหนไม่จ่าย อันไหนโรงพยาบาลเรียกเก็บได้ เพราะสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้คือ คนไข้รู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องจ่าย แต่เวลาอยู่หน้างาน รายการบางอย่างไม่ได้อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์” นพ.เพชร กล่าว

ด้าน ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง และชีวาภิบาล (เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม) กล่าวว่า จริงๆ แล้วมีคนไทยจำนวนมากที่เข้าใจสัจธรรม ถ้าได้คุยตั้งแต่ต้น อาจพบว่าผู้ป่วยอาจจะเลือกอยู่กับมะเร็งอย่างสันติตั้งแต่แรก เพราะจากที่ทำงานมา ผู้ป่วยที่ได้คุยด้วยร้อยละ 93 เลือกที่จะอยู่อย่างสบายตายอย่างสงบ

“ข้อเสนอคือ ต้องหาวิธีทำให้คนเหล่านี้เข้าถึงคำปรึกษาที่เป็นกลางว่าจะทำอย่างไรกับชีวิต ถ้าผู้ป่วยต้องการอยู่อย่างสบายตายอย่างสงบ ก็เข้าสู่กระบวนการดูแลแบบ palliative care ได้เลย ส่วนผู้ที่ต้องการการรักษาก็เข้าสู่กระบวนการรักษาไป วิธีนี้เชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่ต้องการการรักษาได้รับการดูแลที่ดีเพราะคิวลดลง ส่วนผู้ที่เข้าสู่ palliative care ก็ไม่ต้องเจ็บปวดกับการรักษา ภาระค่าใช้จ่ายของระบบก็จะลดลง” ศ.นพ.อิศรางค์ กล่าว