กรมควบคุมโรคเผยไทยศึกษาใช้ยารักษา “ฝีดาษวานร” เริ่มทดลองในกลุ่มติดเอชไอวีร่วม
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โรคฝีดาษวานร (Monkeypox) หรือชื่อใหม่ว่า Mpox ในประเทศไทย ที่พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ร่วมด้วย ว่า โรคฝีดาษวานร ณ ปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก (clade 2) และ สายพันธุ์แอฟริกากลาง (clade 1) ที่มีความรุนแรงของโรคทำให้มีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า ปัจจุบันผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรในประเทศไทยยังเป็นสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก ที่มีความรุนแรงน้อย และโอกาสเสียชีวิตจะน้อยกว่า แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังสายพันธุ์แอฟริกากลางอยู่
นพ.จักรรัฐกล่าวว่า กรณีการติดเชื้อฝีดาษวานรร่วมกับการติดเชื้อไอเอชวีนั้น จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ติดเชื้อเอชไอวี แต่ได้รับยาต้านไวรัส สามารถควบคุมระดับภูมิคุ้มกันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อติดเชื้อฝีดาษวานร ก็จะมีอาการของโรคฝีดาษ คือ เป็นตุ่มหนอง ลักษณะคล้ายฝีเม็ดเล็กๆ กระจายตามร่างกาย และ 2.กลุ่มผู้ป่วยเอชไอวีที่มีการติดเชื้อฉวยโอกาสแล้ว ระดับภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำมาก เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบจากเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย เมื่อติดเชื้อฝีดาษวานรร่วมด้วย จะทำให้ตุ่มหนองมีขนาดใหญ่ ขึ้นเป็นกระจุกๆ มีจำนวนตุ่มฝีมากด้วย
“การเสียชีวิตอาจเกิดได้จากเชื้อเอชไอวี แต่ด้วยลักษณะที่ติดเชื้อฝีดาษวานรร่วมด้วย ทำให้อาการที่แสดงออกมาจะมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย หรือติดเชื้อเอชไอวีแต่ควบคุมได้ ดังนั้น จึงไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเสียชีวิตจากเชื้อตัวไหน” นพ.จักรรัฐกล่าว
ผู้อำนวยการกองระบาดกล่าวต่อไปว่า สำหรับการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ติดเชื้อฝีดาษวานรร่วมด้วยนั้น จะใช้แนวทางการรักษาคู่กันไปด้วยการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี แต่เชื้อฝีดาษวานรปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ก็จะใช้วิธีการรักษาตามอาการ
“อย่างไรก็ตาม ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังศึกษาการใช้ยารักษาผู้ติดเชื้อฝีดาษวานรโดยเฉพาะชื่อว่า Tecovirimat หรือ TPOXX ที่มีเพียง 1 ตัวยาจากบริษัทผู้ผลิตรายเดียวเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยได้รับยาดังกล่าวมาทดลองใช้สำหรับ 100 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการใช้และเก็บข้อมูลที่สถาบันบำราศนราดูร โดยเกณฑ์ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรที่จะได้รับยา คือ มีการติดเชื้อเอชไอวีที่ระดับภูมิคุ้มกันต่ำ มีการภาวะแทรกซ้อนจากโรคฉวยโอกาส ผู้ที่ปอดอักเสบร่วมด้วย ซึ่งยาชนิดนี้เป็นชนิดรับประทาน ผู้ป่วย 1 คน จะกินเพียง 2 ครั้ง” นพ.จักรรัฐกล่าวและว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลการใช้จริงในประเทศไทย รวมถึงเก็บข้อมูลผลข้างเคียงจากการได้รับยาด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในกลุ่มผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรที่ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วม หรือติดเชื้อเอชไอวีที่ระดับภูมิคุ้มกันสูง ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส TPOXX หรือไม่ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยฝีดาษวานรที่ไม่มีความเสี่ยง สามารถใช้การรักษาตามอาการได้ ซึ่งโรคจะใช้เวลารักษาประมาณ 2-4 สัปดาห์แล้วจะหายได้เอง
เมื่อถามต่อถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อฝีดาษวานรกับผู้อยู่ร่วมบ้านกับคนติดเชื้อ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบว่ามีการติดเชื้อร่วมบ้าน ทั้งหมดยังเป็นการติดเชื้อจากการสัมผัส หรืออยู่ร่วมบ้านกันแล้วมีเพศสัมพันธ์กัน โดยความเสี่ยงแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.สัมผัสแนบชิด เช่น การมีกิจกรรมทางเพศสัมพันธ์ที่แม้จะสวมถุงยางอนามัย ก็ติดเชื้อได้ เพราะตุ่มหนองของผู้ป่วยอาจจะโดนผิวบริเวณอื่นๆ ทำให้เกิดการติดเชื้อ 2.สัมผัสใกล้ชิด เช่น นอนเตียงเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน การอยู่ใกล้กันหรือแค่จับมือกัน ความเสี่ยงจะลดลงมา และ 3.สัมผัสทางอ้อม เช่น ผู้ป่วยไปนอนโรงแรม แล้วพนักงานไปทำความสะอาดห้อง การกินเลี้ยงทั่วไปที่ไม่ได้ใกล้มากจนแนบชิดกัน การนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกัน เป็นต้น
ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับยาต้านเชื้อไวรัสฝีดาษวานร เดิมเคยมีการขึ้นทะเบียนในยุโรปเมื่อปี 2565 เพื่อใช้รักษาโรคฝีดาษ (Small pox) แต่เมื่อพบโรคฝีดาษวานรก็ได้มีการนำใช้รักษา ปรากฏว่าได้ผลดี จึงมีการนำมาใช้กับผู้ป่วยฝีดาษวานร ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ทำโครงการวิจัยยาตัวนี้ และประเทศไทย คือ 1 ในราวๆ 10 ประเทศ ที่ได้รับยาชนิดนี้มาใช้และเก็บข้อมูล

