สปสช.เผยโอนงบป้องกันโรค 1.7 พันล้านให้ สธ.แล้ว จี้ รพ.เร่งส่งเบิกก่อน 30 ก.ย.66
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเบิกจ่ายงบประมาณสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค (PP) หลังมีความชัดเจนทางกฎหมายว่า สามารถให้บริการคนไทยทุกคนทุกสิทธิได้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการประสานให้โรงพยาบาลในสังกัด สธ.ให้บริการไปก่อนแล้วเบิกจ่ายย้อนหลังในช่วงที่การตีความยังไม่ชัดเจนว่า ทราบว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะทยอยส่งเงินมา เพราะโดยระบบจะส่งไปที่หน่วยบริการโดยตรง
“ไม่ได้ผ่านไปที่ สธ. แต่จะส่งไปยังโรงพยาบาลคู่สัญญาโดยตรง ก็ต้องไปตรวจสอบอีก แต่ตรงนั้นเป็นเงินก้อนที่ไม่ใหญ่มาก คิดเป็นไม่กี่เปอร์เซ็นต์ คาดว่าน่าจะไม่กี่พันล้านบาท ส่วนใหญ่เงินก้อนใหญ่ส่งมาเรียบร้อยแล้ว” นพ.โอภาสกล่าว
ผู้สื่อข่าวว่า การให้บริการไปก่อนนี้ มีผลต่อเรื่องของการขาดทุนด้วยหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า งบ PP โดยเฉพาะในการดูแลกลุ่มนอกสิทธิบัตรทอง ถือเป็นเพียงส่วนน้อย ไม่ใช่งบประมาณส่วนใหญ่
เมื่อถามต่อว่า การเงินติดลบของโรงพยาบาลหลังช่วงโรคโควิด-19 คลี่คลายแล้วเกิดจากปัญหาใด นพ.โอภาสกล่าวว่า โรงพยาบาลติดลบระดับ 7 เรียกว่าน้อยมาก แทบไม่มีเลย ก็เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งรายได้น้อย รายจ่ายมาก
“แต่ภาพรวมยังถือว่าไม่มาก ที่เราแก้ไขคือ อยากให้แต่ละจังหวัด มีการเงินเป็นระบบเดียวกัน เรียกว่า One Province One Hospital ก็คือแต่ละจังหวัด จะมีโรงพยาบาลที่มีรายได้มาก อาจจะเป็นพื้นที่เจริญ มีข้าราชการมากเบิกมาก บางโรงพยาบาลมีรายได้น้อย อาจจะมีประชากรน้อย ก็ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สามารถหมุนเงินจากโรงพยาบาลมากไปช่วยโรงพยาบาลน้อยได้ โดยระบบที่เป็นธรรมที่คุยกันในระดับจังหวัด” นพ.โอภาสกล่าว
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มดำเนินการโอนเงินค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้แก่หน่วยบริการที่ให้บริการในกลุ่มที่ไม่ใช่สิทธิบัตรทองแล้ว
“ทั้งนี้ ได้แจ้งต่อบอร์ด สปสช.หลายครั้งแล้วว่า หากรัฐมนตรีว่าการ สธ.ลงนามเมื่อไร ก็พร้อมโอนทันที หลายส่วนเราโอนไปแล้ว ยังติดนิดเดียวคือ บางส่วนที่ต้องนับชิ้นงาน ซึ่งเราเคยให้ข่าวไปว่า ให้หน่วยบริการให้บริการไปก่อนแล้วมาเบิก บางท่านส่งมา บางท่านยังไม่ส่ง ก็ต้องกลับไปรวบรวมข้อมูล ตรงนี้ก็ติดเล็กน้อย แต่ส่วนที่เป็นเป้าหมายที่ต้องโอน ก็โอนแล้ว ไม่มีปัญหา ในส่วนของโรงพยาบาลสังกัด สธ.ก็มีการรวบรวมข้อมูลเข้ามาเบิกจ่ายแล้ว ส่วนที่เป็นงบเหมาจ่ายที่ต้องลงไปประมาณ 1.7 พันล้านบาท เข้าใจว่าโอนแล้ว แต่จะเหลือพวกนับชิ้นงาน เช่น การฉีดวัคซีน การให้บริการ อะไรที่เป็นตามรายบริการ (Fee Schedule) เราพยายามเตือนให้รีบส่งข้อมูลเข้ามา เพราะเดี๋ยวจะสิ้นปีงบประมาณเราก็พยายามจะรีบเคลียร์ให้” นพ.จเด็จกล่าว
เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ส่วนโรงพยาบาลนอกสังกัด สธ.มีหลายส่วนที่ชะลอการให้บริการ ตรงนี้อาจจะต้องขอเร่ง เพราะบางส่วนไม่ได้ลงไปให้บริการ
“แม้กระทั่งเรื่องผ้าอ้อมสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นงบกองทุนท้องถิ่น ก็ไม่ได้ใช้ เราก็ส่งหนังสือแจ้งเวียนทุกหน่วยแล้วว่า เมื่อมีความชัดเจนแล้วขอให้กรุณาเร่ง ถ้าอันไหนใช้ไม่ทันในปีงบประมาณ ด้วยอำนาจของ สปสช. สามารถขยายเวลาการใช้เงินได้ 1 ปี ดังนั้น ถ้ายังไม่ทำโครงการ หรือยังไม่ได้ปรับก็ขอให้เร่งทำเข้ามา เพราะเราไม่มีความประสงค์ที่จะดึงเงินกลับ และอยากให้เกิดงานด้วย เลยพยายามแจ้งเตือน ส่วนที่มีปัญหาคือ ภาคเอกชนมากกว่าที่เดิมไม่มั่นใจไม่ได้ให้บริการ แต่รัฐอย่าง สธ.ก็มีนโยบายให้บริการไปก่อน แต่บางแห่งอาจยังไม่ส่งเบิก เราก็เตือนทุกครั้งว่าให้ส่งมา” นพ.จเด็จกล่าวย้ำ

