กรมวิทยาศาสตร์ฯ อัพเดตโควิด ชี้ HK.3 ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ เป็นลูกหลานโอมิครอน ไทยพบ 2 ราย
วันนี้ (30 สิงหาคม 2566) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงอัพเดตสถานการณ์โรคโควิด-19 และสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในประเทศไทย รวมถึงสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน HK.3 ว่า ปัจจุบัน สถานการณ์โรคโควิด-19 ลดความรุนแรงลง คนใช้ชีวิตเกือบปกติแล้ว เพียงแต่ทางวิทยาศาสตร์ยังต้องติดตามข้อมูล โดยองค์การอนามัยโลกยังจัดชั้นของสายพันธุ์โอมิครอนเหมือนเดิม

“ขณะนี้จัดชั้น 2 กลุ่ม คือ สายพันธุ์ที่น่าสนใจ (Variants of Interest) หรือ VOI มี 3 ตัวคือ XBB.1.5 , XBB.1.16 ซึ่งจำนวนการระบาดค่อนข้างมาก และ EG.5 ซึ่งเป็นน้องใหม่สักพัก โดยไทยพบประมาณ 23 ราย ส่วนสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (Variant Under Monitoring) หรือ VUM มี 7 สายพันธุ์ ซึ่งตัวเดิม คือ BA.2.75, BA.2.86, CH.1.1, XBB, XBB.1.9.1, XBB.1.9.2 และ XBB.2.3 ในแต่ละสัปดาห์ พบว่า XBB.1.15 ลดลงชัดเจน ส่วนที่ยังพบขึ้นๆ ลงๆ ก็มี XBB.1.16 BA.2.75 ฯลฯ แต่สายพันธุ์ที่ขึ้นชัดเจน คือ EG.5 ตัวนี้น่าจะเบียดตัวอื่นในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากที่พบ EG.5 จำนวน 15 ราย ขณะนี้พบเพิ่มอีก 8 ราย รวมทั้งหมด 23 ราย จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในประเทศไทย แต่ ณ ปัจจุบัน เชื้อส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังเป็น XBB.1.16” นพ.ศุภกิจ กล่าว

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวถึงการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อโควิด-19 ว่า ได้ประสานไปยังห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ทุกเขตสุขภาพ และกรมวิทยาศาสตร์ฯ ตรวจต่อเนื่อง สำหรับข่าวที่ระบุว่า พบสายพันธุ์ HK.3 นั้น เมื่อสืบค้นข้อมูลพบข้อเท็จจริง คือ EG.5.1.1.3 ซึ่งมาจากสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน XBB.1.9.2.5.1.1.13 กล่าวคือ ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ โดยปัจจุบันพบใน 12 ประเทศ มากสุด คือ จีน ส่วนไทยพบ 2 ราย ไม่ใช่ 3 รายแต่อย่างใด
“อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของ HK.3 นั้น พบการกลายพันธุ์ตรงโปรตีนหนาม เปลี่ยนตำแหน่ง 455 จาก L ไปเป็น F และบางส่วนสลับจาก F ไปเป็น L โดยมีข้อสันนิษฐานว่า จะเพิ่มความสามารถในการเข้าสู่เซลล์ แพร่เชื้อเร็วขึ้น หรือหลบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้นหรือไม่ ตรงนี้ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตามข้อมูลต่อไป และขอย้ำว่า ประเทศไทยพบ 2 ราย เป็นครอบครัวเดียวกัน สัญชาติไทย อยู่ในกรุงเทพมหานคร เป็นเพศชาย อายุ 65 ปี และเพศหญิง อายุ 11 ปี ขณะนี้หายดีแล้ว ไม่ได้มีอาการหนักแต่อย่างใด” นพ.ศุภกิจ กล่าว

ทั้งนี้ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า มีการพูดกันถึงภาพรวมการติดเชื้อ HK.3 ว่า จะติดเชื้อเร็วกว่าเดิมร้อยละ 66 ส่วนประเทศไทยจะติดเชื้อเร็วกว่าสายพันธุ์ XBB.1.16 ถึงร้อยละ 95 ขอย้ำว่า การคำนวณเปอร์เซ็นต์นั้น อาจมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากจำนวนข้อมูลมีจำกัด
“ขณะนี้ไทยพบเพียง 2 ราย จะบอกว่าติดเชื้อเร็วกว่าถึง ร้อยละ 95 ถือเป็นข้อสรุปเร็วไป สิ่งสำคัญขอให้รอดูสถานการณ์อีก 2 สัปดาห์ จึงจะบอกได้มากขึ้น ส่วนสายพันธุ์ BA.2.86 ที่พบ 21 ราย ในฐานข้อมูลโควิดโลก หรือ จีเสด (GISAID) ซึ่งเป็นรายงานที่พบจากทั่วโลก โดยข้อมูลนี้มาจากนักวิทยาศาสตร์ Dr.Leshan ไปสุ่มตรวจน้ำเสียเก็บจากพื้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2566 และนำมาถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อหาเชื้อ ระบุว่า มีสายพันธุ์ BA.2.86 ซึ่งของไทยพบแต่ในน้ำ ไม่ได้พบในผู้ป่วย จริงๆ ได้มีการสอบถามข้อมูลนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ บอกว่า สรุปแบบนี้ไม่ได้ ต้องตรวจในผู้ป่วย เพราะการตรวจในน้ำ อาจพบสารพันธุกรรมที่คล้ายไวรัสตัวนี้ได้ สรุปคือ ประเทศไทยขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยแม้แต่รายเดียว แต่เราก็ต้องเฝ้าระวังต่อไป ส่วนข้อมูลความรุนแรงสายพันธุ์นี้ ก็ไม่ชัดเจนเช่นกัน” นพ.ศุภกิจ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า สายพันธุ์ EG.5 แพร่เร็ว และรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดิมหรือไม่ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ความรุนแรงยังไม่เห็นมากขึ้น ไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่ข้อมูลพวกนี้จำเป็นต้องรอจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้น ซึ่งหากให้สันนิษฐานก็เหมือนตัวอื่นๆ ก่อนหน้าที่แพร่เร็วขึ้น แต่ไม่รุนแรง ซึ่งทุกวันนี้ผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาการรุนแรง

