รพ.ปิยะเวท จับมือ สปสช. รับผู้ป่วย “บัตรทอง” ช่วยผ่าตัดเส้นเลือดฟอกไต อนาคตรักษามะเร็ง

รพ.ปิยะเวท จับมือ สปสช. รับผู้ป่วย “บัตรทอง” ช่วยผ่าตัดเส้นเลือดฟอกไต อนาคตรักษามะเร็ง

วันนี้ (31 สิงหาคม 2566) นพ.วิทิต อรรถเวชกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท โรงพยาบาลปิยะเวท จำกัด เปิดเผยถึงการเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 7 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการรับส่งต่อผู้ป่วยนอก/ผู้ป่วยใน สิทธิบัตรทองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า ตนเคยเข้าไปมีส่วนร่วมกับ สปสช. ตั้งแต่ยุคของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการ สปสช. คนแรก ต่อมาเมื่อเกษียณอายุราชการแล้วมาทำงานกับภาคเอกชน ก็มองเห็นว่าคนไข้สิทธิบัตรทองมีคุณภาพชีวิตด้านการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก

“อย่างไรก็ดี ระบบหลักประกันสุขภาพยังมีโอกาสที่จะพัฒนาให้คนไข้เข้าถึงบริการได้มากขึ้นอีก เพื่อไม่ให้เกิดการวินิจฉัยและรักษาล่าช้า แต่ลำพังหน่วยบริการภาครัฐเองก็มีภาระเต็มมืออยู่แล้ว โรงพยาบาล (รพ.) ปิยะเวท ในฐานะเอกชนตัวเล็กๆ แห่งหนึ่ง เห็นถึงความจำเป็นในส่วนนี้และยินดีเข้ามาช่วยนำร่องในโครงการนี้ เชื่อว่าจะเกิดผลดีในแง่ของการลดระยะเวลารอคอยการตรวจการรักษา ให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่เร็วขึ้น
เป็นการช่วยกันคนละไม้ละมือให้ดีขึ้น อย่างในอดีตสมัยที่ผมอยู่ รพ.บ้านแพ้ว ก็ร่วมกับ สปสช. ทำโครงการผ่าตัดต้อกระจกจนช่วยผ่าตัดให้ผู้มีปัญหาสายตากลับมามองเห็นได้นับหมื่นราย หรือ รพ.ปิยะเวท เองก็เคยรับดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง สวนหลอดเลือดหัวใจ จนกระทั่งในระยะหลังก็มีโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการสวนหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น เป็นต้น” นพ.วิทิต กล่าว

นพ.วิทิต กล่าวอีกว่า สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ รพ.ปิยะเวท จะรับเฉพาะผู้ป่วยส่งต่อ โดยเน้นที่ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดทำเส้นเลือดสำหรับฟอกไต ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาต้องรอคิวนานมาก โรงพยาบาลมองว่า หากมีห้องผ่าตัดและแพทย์ว่าง ก็ยินดีช่วยผ่าตัดให้ผู้ป่วยบัตรทอง โดยมาตรฐานบริการไม่มีความแตกต่างจากผู้ป่วยสิทธิอื่นๆ เพียงแต่วิธีการรับบริการต้องเป็นผู้ป่วยส่งต่อเท่านั้น

Advertisement

“ในส่วนของผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยในโรคอื่นๆ อยู่ระหว่างจัดเตรียมสถานที่ เนื่องจากโรงพยาบาลขึ้นทะเบียนไว้ 150 เตียง แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อขยายเป็น 350 เตียง นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังอยู่ระหว่างก่อสร้างศูนย์รังสีรักษา และในอนาคตก็จะพิจารณาว่าจะช่วยผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องรอคิวผ่าตัดนานจนอาการของโรครุนแรงมากขึ้นได้อย่างไรบ้าง ถ้ามีอะไรช่วยได้ เราก็ช่วย เหมือนช่วงโรคโควิด-19 ระบาด เราก็ช่วยเต็มที่ เราอยากเห็นคนไข้ได้โอกาสเข้าถึงการรักษาที่เร็วขึ้นโดยที่หากทุกฝ่ายมีความสุข สปสช.สบายใจที่ผูป่วยได้รับการดูแลไม่ว่าจะจากหน่วยบริการภาครัฐหรือเอกชน ส่วนคนไข้ก็รอดปลอดภัย และในอนาคตเราก็อยากเห็นความร่วมมือนี้ขยายเป็นวงกว้าง ดังนั้น ก็ขอชวนโรงพยาบาลอื่นๆ เข้ามาช่วยกันคนละไม้ละมือมากขึ้น” นพ.วิทิต กล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image