รู้จัก! RSV ไวรัสก่อโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ต้องเฝ้าระวัง

7.09.23 | 16:28 น.

รู้จัก! RSV ไวรัสก่อโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ต้องเฝ้าระวัง

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว ชื่อของเชื้ออาร์เอสวี (RSV: Respiratory Syncytial Virus) กลับมาขึ้นแท่นเชื้อไวรัสที่ต้องเฝ้าระวังในกลุ่มผู้ปกครองที่มีเด็กเล็ก เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง สามารถแพร่ระบาดและก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็กโดยเฉพาะในช่วงวัย 2 ปีแรก

โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในปีที่ผ่านมา พบการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมากที่สุดในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ด้วยสัดส่วนถึงร้อยละ 52 และในกลุ่มเด็กอายุ 3-5 ปี หรือวัยอนุบาล อีกราว ร้อยละ 34 ซึ่งรวมแล้วพบการระบาดในกลุ่มเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี นั้น สูงเกินกว่าร้อยละ 80 เลยทีเดียว

แม้ว่า ส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ต่ำ ไอ หรือคัดจมูก แต่ถ้าเกิดในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์) หรือเด็กที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อาจส่งผลให้ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ไม่เพียงเท่านั้น อาร์เอสวียังส่งผลกระทบทางสุขภาพในระยะยาว ขณะเดียวกัน เด็กที่เคยป่วยจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนในระบบทางเดินหายใจ อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดลมไวหรืออาการคล้ายโรคหืด และมีโอกาสพบการหอบซ้ำได้ในช่วง 1 ปีแรก มากกว่าปกติ อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคปอดเรื้อรังในผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน

นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพของเด็กโดยตรงแล้ว ไวรัสอาร์เอสวียังส่งผลกระทบในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวียังไม่มียารักษาเฉพาะทาง จึงต้องใช้วิธีการรักษาแบบประคองอาการ และผู้ปกครองยังต้องแบกรับค่าเสียโอกาสไปจนถึงทรัพยาการต่างๆ ระหว่างการดูแลบุตรหลานที่ป่วย

Advertisement

รศ.พญ.หฤทัย กมลาภรณ์ กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา มีส่วนช่วยลดอัตราการแพร่ระบาดของไวรัสอาร์เอสวีได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันที่สถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แน่นอนว่า เด็กๆ ควรได้ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการตามวัย ทำให้ความเสี่ยงในการได้รับเชื้ออาร์เอสวีซึ่งเป็นไวรัสตามฤดูกาลเพิ่มขึ้น

รศ.พญ.หฤทัย กล่าวว่า ปีนี้ พบสถานการณ์การระบาดของปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในเด็กสูงขึ้นมากและพบอาการรุนแรงในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น อาจเนื่องมาจากปีที่แล้วเด็กๆ ไม่ได้ออกนอกบ้านทำให้ภูมิคุ้มกันหมู่ตามธรรมชาติลดน้อยลงไป ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสอาร์เอสวีในเด็กที่ผ่านการรับรองในประเทศไทย ดังนั้น การป้องกันและดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิดจึงจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ และ ทารกเกิดก่อนกำหนด รวมถึงสมาชิกในครอบครัวเองก็ต้องคอยระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นผู้นำเชื้อมาสู่เด็กเล็กได้เช่นกัน โดยเฉพาะเด็กทารกซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว

“เนื่องจากอาการเบื้องต้นของอาร์เอสวีมีความคล้ายคลึงกับไข้หวัดทั่วไป วิธีการสังเกตอาการของอาร์เอสวี จึงต้องพิจารณาปัจจัยอื่นเพิ่มด้วย อาทิ การป่วยในช่วงฤดูกาลระบาด หรือมีอาการหายใจเหนื่อยหอบร่วมด้วย เพราะเป็นลักษณะที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโรคที่เกิดจากการติดเชื้ออาร์เอสวีมักรุนแรงที่สุดในวันที่ 3-4 นับจากวันที่เริ่มมีอาการ มักพบอาการหายใจแรง หายใจลำบาก มีเสียงครืดคราดในลำคอ หรือทรวงอกอย่างชัดเจน มีเสมหะจำนวนมาก เริ่มเหนื่อยซึมและกระสับกระส่าย ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวต้องรีบพาเด็กไปโรงพยาบาลโดยทันที เพราะหากไม่รีบเข้ารับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะรุนแรงจนต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจหรือรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ได้” รศ.พญ.หฤทัย กล่าว

กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ กล่าวว่า ไวรัสอาร์เอสวีสามารถติดต่อผ่านฝอยละอองของสารคัดหลั่ง (droplet) ไม่ว่าจะเป็นการไอจามใส่กันโดยตรง หรือใช้มือที่สัมผัสเชื้อมาจับจมูก ปาก และเยื่อบุตา จึงสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วในสถานที่ที่เด็กเล็กรวมตัวกัน เช่น ศูนย์เด็กเล็ก สนามเด็กเล่นในร่ม หรือสระว่ายน้ำ ดังนั้น วิธีป้องกันที่สามารถทำได้เองคือการรักษาสุขอนามัย ปลูกฝังให้เด็กหมั่นล้างมือด้วยสบู่และไม่เอามือจับหน้า พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลระบาด หากเริ่มมีอาการป่วย ควรให้เด็กพักรักษาตัวที่บ้าน ไม่ออกไปอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่นๆ เป็นต้น สำหรับผู้ปกครองและสมาชิกในบ้าน ควรเลี่ยงการสูบบุหรี่รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด เพราะทั้งควันบุหรี่และมลพิษทางอากาศ อย่าง PM 2.5 ล้วนส่งผลต่อการทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจของเด็ก และส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะโรคได้รุนแรงยิ่งขึ้น

“เด็กที่เคยติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกแม้จะเป็นสายพันธุ์ย่อยเดียวกันก็ตาม ทำให้เด็กเล็กยังคงมีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาไวรัสชนิดนี้แบบเฉพาะทาง ดังนั้น ในช่วงฤดูกาลระบาดนี้ ผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันอย่างจริงจัง เพราะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าการรับมือกับภาระโรคที่รุนแรงหากได้รับเชื้อ โดยเฉพาะในเด็กกลุ่มเสี่ยง” รศ.พญ.หฤทัย กล่าว