“ชลน่าน” ชวน ขรก.เกษียณสานต่องานปฐมภูมิ ปลัด สธ.ย้ำ 30 บาทพลัส ต้องเกิด!
วันนี้ (12 กันยายน 2566) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงนโยบายการยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค หรือปัจจุบันชื่อ “บัตรทอง” ระหว่างเป็นประธานเปิดมหกรรมการจัดการความรู้จากบทเรียนโควิด-19 และโครงการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “ยกระดับสาธารณสุขไทยเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน” ที่ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้า มลฑาทิพย์ ฮอลล์ จ.อุดรธานี ว่า

การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี ส่งผลต่อพฤติกรรมและวิถีชีวิตของประชาชน งานด้านสาธารณสุขจึงต้องพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเช่นเดียวกัน ดังนั้น บุคลากรสาธารณสุขทุกระดับจึงควรพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการจัดประชุมวิชาการฯ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้บุคลากรทุกสาขาวิชาชีพได้มีโอกาสนำองค์ความรู้ใหม่ๆ จากการศึกษา ค้นคว้า วิจัย มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเผยแพร่ผลงานสู่เวทีสาธารณะ นำไปสู่การพัฒนางานและการสร้างเครือข่ายทางวิชาการ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยรองรับความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในอนาคต

“นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. ฝากมาแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล และผู้ที่เกษียณอายุราชการ ท่านฝากย้ำนโยบายของรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการ สธ. คือ การยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค หรือหลักประกันสุขภาพ 30 บาทพลัส อย่างไรแล้ว แม้หลายคนชื่นชมเราเป็นต้นแบบของโลก ชื่นชมระบบเราว่าโดดเด่นเพียงใด แต่ถ้าอยู่นิ่ง ไม่พัฒนา คนอื่นจะไล่เราทัน เราต้องไล่ตัวเอง การยกระดับการบริการ โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค การควบคุมโรค และรักษาพยาบาลฟื้นฟู ที่ผ่านมา เป็นการปูพื้นไว้ ซึ่งต้องรีบดำเนินการนโยบาย 30 บาทพลัส ในยุครัฐบาลใหม่ นพ.ชลน่าน หากอ่านแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี จะเห็นคำหนึ่งมาพร้อมกัน คือ การยกระดับบริการสุขภาพประชาชน ต้องคำนึงถึงภาระงานบุคลากร ต้องสมดุล ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายของฝ่ายปฏิบัติที่ต้องรับนโยบายมาปฏิบัติ” นพ.โอภาส กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงาน ในช่วงพิธีเปิดงานได้เปิดวิดีทัศน์ นพ.ชลน่าน กล่าวแสดงมุทิตาจิตต่อข้าราชการที่เกษียณอายุราชการในปีนี้ ใจความว่า ในการดำเนินงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการ สธ. พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. รวมถึงคณะผู้บริหาร สธ. คาดหวังว่าบุคลากรผู้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ จะนำความรู้และประสบการณ์ที่มีกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการดูแลสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่จะส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
“ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำ โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งนั้น เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ สธ.เจริญก้าวหน้า และระบบสุขภาพของประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง เป็นที่ยอมรับและชื่นชมของนานาประเทศ การเกษียณอายุราชการเป็นเพียงการยุติบทบาทที่เราทำในฐานะที่เป็นข้าราชการ แต่ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในหน้าที่การงาน ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพของเรา ไม่ได้ยุติตามไปด้วย ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างมาก จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้ใช้โอกาสนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการทำในสิ่งที่ทุกท่านได้ตั้งใจไว้ พร้อมกับนำคุณค่าในตัวท่านไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน และสังคมที่ท่านอยู่สืบต่อไป” นพ.ชลน่าน กล่าว

