วงเสวนาจุฬาฯฉบับเต็ม แนวทางปฏิรูป… หลัง “โศกนาฏกรรมรถตู้”

7.01.17 | 13:00 น.

หมายเหตุ – เวทีเสวนาเรื่อง “แนวทางปฏิรูป หลังโศกนาฏกรรมรถตู้” จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 6 มกราคม

ศ.ดร.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ผมมาในฐานะผู้เสียหายโดยผู้เสียชีวิตมีนิสิตและผู้ช่วยวิจัยของผม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอ ทำงานมานับสิบปี ผมปรึกษาหลายๆ คนว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ออกมาตรการแก้ไขอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีคำถามติดใจว่าถ้าหมดรัฐบาลนี้ หมด ม.44 ไปแล้วจะทำอย่างไร แนวทางที่สามารถแก้ปัญหาครบถ้วนสมบูรณ์ต้องใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ใช้ได้กับทุกเรื่อง ประกอบด้วย เหตุผล พอเพียง ภูมิคุ้มกัน

เหตุผลคือ เหตุของปัญหาที่ไม่ได้มีข้อเดียว ตัวเลขสถิติอุบัติเหตุรถตู้แต่ละครั้งเกิดจากคนหลับใน

พอเพียง คือทางสายกลาง ตอนนี้เราเชื่อว่ารถตู้เป็นปัญหา หลายท่านเสนอให้เลิกรถตู้ไปเลย แต่จะเกิดปัญหาอื่นหนักหนากว่าตามมา

Advertisement

ภูมิคุ้มกัน คือการแก้ปัญหาควรจะยั่งยืน สร้างวัฒนธรรมที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคม ทุกคนบอกว่าเรื่องนี้อยู่ที่คน เราต้องมีการดำเนินกฎหมายที่มีเหตุมีผล ปลูกฝังจิตสำนึกให้รู้เหตุผลของปัญหาสังคม ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม วัฒนธรรมที่ดีจึงจะเกิดขึ้น สุดท้ายควรมีการสำรวจวิจัยสถิติเฝ้าระวังปัญหาทุกเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพ

เหล่านี้จะแก้ปัญหาได้ต้องมีปัญญา มีคุณธรรม ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะเราเห็นเงินสำคัญกว่าชีวิต ต้องไม่เห็นแก่ตัว ต้องใช้พรหมวิหาร 4 ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ปัญหาหลักคือ เรื่องสภาพรถและสภาพคนขับ อีกทั้งไม่ควรลืมเรื่องสภาพถนน เวลาดูเหตุของปัญหาเรื่องรถตู้ ต้องการออกรอบมาก เห็นเงินดีกว่าความปลอดภัย การแก้ปัญหาควรใช้แนวทางที่ประเทศอื่นทำแล้วได้ผล เช่น การจอดแวะลงทะเบียน เราจะสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ขับขี่ขับรถเกินเวลาไหม ขับความเร็วเกินกำหนดไหม เขาต้องเซ็นชื่อที่จุดพักรถ

เราควรดูแลกฎหมายว่ามีเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ไหม ใช้ได้จริงไหม เมื่อรถชนแล้วไฟไหม้ต้องดูว่ารถแบบไหนที่ใช้ขนคนได้หรือไม่ อีกทั้งการบังคับใช้ควรมีประสิทธิภาพ มีคนพูดว่าเจ้าหน้าที่ดูแลกฎหมายเคร่งครัดอาจไม่เกิดปัญหานี้ แต่เราต้องมีวิธีการบริหารจัดการให้เกิดคุณภาพ อีกทั้งประชาชนต้องมีส่วนร่วมเมื่อเจอรถขับไม่สุภาพ เรามีสายด่วนรับเรื่องแต่ต้องดูว่าสะดวกไหม เราอาจใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ถ่ายรูปส่งก็ได้

การบริหารจัดการองค์รวมรัฐบาลต้องบริหารด้วยสถิติและคณิตศาสตร์เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทาง อีกทั้งปัจจุบันการเดินทางของคนไทยไม่มีทางเลือกเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดหาให้ประชาชนไหม รัฐควรดำเนินการให้เกิดสายกลางในการเดินทาง อยากให้ใช้กรณีนี้ปลุกจิตสำนึก ให้ความรู้ก่อนเทศกาลหยุดยาว และต้องลงโทษคนผิดเพื่อไม่ให้มีคนกล้าทำผิดอีก และต้องมีการจัดเก็บสถิติเพื่อเฝ้าระวังปัญหาและแก้ไขปัญหาก่อนลุกลาม สุดท้ายต้องปรับปรุงด้านกายภาพ สภาพรถ สภาพถนน

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ผมเชื่อว่าปัญหาแก้ได้แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ผมนั่งรถตู้บ่อย กฎหมายเรื่องเข็มขัดนิรภัยมีอยู่แล้ว ผู้โดยสารต้องคาดด้วย แต่ที่เจอด้วยตัวเองพบว่าไม่มีเข็มขัดนิรภัยให้ผู้นั่ง เทคโนโลยีคือคำตอบ ปัญหาจะแก้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ต้องวางแผนระยะยาว

เรามีกองทุนความปลอดภัยทำการศึกษาเรื่องจีพีเอสติดที่รถ ส่งสัญญาณกลับมาที่ศูนย์กลางว่ารถคันนี้ขับด้วยความเร็วเท่าไหร่ เบรกกะทันหันไหม บอกพฤติกรรมทุกอย่างทุกวินาที มีเครื่องเก็บข้อมูล บขส.เช่าติดคันละ 700 บาทต่อคันต่อเดือน และเมื่อปี 2556 ที่ขนส่งทำศูนย์ควบคุมการเดินรถโดยสารสาธารณะด้วยจีพีเอส ควบคุม 24 ชั่วโมง เหล่านี้ทำให้พฤติกรรมคนขับดีขึ้น

อีกทั้งในรถจะมีลำโพงเตือนเมื่อขับรถความเร็วเกินกำหนด เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดอุบัติเหตุได้ดี บขส.ที่ติดตั้งแล้วผู้โดยสารจะเห็นความเร็วของรถตลอด อุบัติเหตุลดลงมาก ค้นหาได้ว่าคันนี้วิ่งไปไหน จอดที่ไหนกี่นาที

ถ้าตั้งอุปกรณ์พวกนี้ในรถตู้ด้วยจะมีข้อมูลทั้งหมด โครงการนี้ได้รับรางวัลดีเด่นจากรัฐบาลนี้เมื่อมาทำต่อ ภายหลังคมนาคมมาปรับจากเดิมที่รถโดยสารทุกคันต้องติดจีพีเอสภายในปี 2561 เลื่อนมาเป็นมีนาคมปี 2560 นี้

จีพีเอสไม่ใช่เครื่องมือพิเศษ แต่ต้องมีการกำกับดูแลที่ดีด้วย ต้องมอนิเตอร์อย่างเอาจริงเอาจัง การปฏิรูปรถสาธารณะต้องปฏิรูปด้วยเทคโนโลยี ไม่ใช่ปฏิรูปด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีพลังอำนาจที่จะมาจัดการปัญหาใน 3-5 วัน ก่อนหน้านี้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายเรื่องเบาะ พรม ผ้าม่านในรถ เมื่อเกิดอุบัติเหตุสามารถติดไฟได้

แต่เมื่อทางจุฬาฯมีงานวิจัยขึ้นมา เราก็ออกกฎหมายมาได้

ผศ.ดร.ดวงกมล ชาติประเสริฐ
คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

ประเด็นว่าข่าวดราม่าเกินไป ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อบอกว่าคนบางกลุ่มหากเสนอเรื่องเป็นวิชาการเกินไปจะเข้าถึงไม่ได้ แต่การสร้างดราม่ามีผู้ได้รับผล

กระทบไหม ญาติพี่น้องของผู้ได้รับอุบัติเหตุมีสิทธิได้รับผลกระทบไหม การเสนอภาพอุจาดจะกระทบเขาไหม เราต้องปกป้องดูแลเขาไหม ถือเป็นคุณค่าหลักของวิชาชีพสื่อหรือเปล่า เราเร้าอารมณ์มากี่ข่าวแล้ว เราใช้เทคโนโลยีให้เห็นความรุนแรงของข่าวได้โดยไม่ต้องเร้าอารมณ์ เหล่านี้เป็นสิ่งท้าทายสื่อมวลชน เรายังไม่เคยลองทางเลือกอื่นที่อาจจะช้ากว่าแพงกว่า แต่ไม่ทำลายคุณค่าหลักของวิชาชีพ

เชิงสาเหตุ นักการสื่อสารต้องสื่อสารในเชิงรุกมากกว่านี้ ต้องดูประเด็นปัญหาที่นำไปสู่การแก้ไข สื่อจึงต้องทำเชิงรุกมากกว่านี้ นอกจากรายงานสถานการณ์เราสามารถประมวลเหตุการณ์ได้ อยากให้สื่อใช้เวลาส่วนหนึ่งวิจัยพัฒนาว่าในเครื่องมือปัจจุบันในยุคนี้ วิธีการสื่อสารอย่างไรจะจรรโลงสังคมอย่างแท้จริง

ตอนนี้สื่อแข่งขันกันมาก การนำเสนอข่าวแบบเร้าอารมณ์นั้น ธรรมชาติคนชอบข่าวแง่ลบ แต่จะต้องเลวร้ายแค่ไหน รสนิยมอันดีในการสื่อสารของสังคมไทยต้องสร้างจากทั้งสื่อและสังคม เพราะผู้ที่ตกเป็นข่าวได้รับผลกระทบ และทำให้เกิดความชินชาจนไม่ใส่ใจของคนในสังคม อีกทั้งทำให้ประเด็นถูกเบี่ยงเบนจากข่าวสีสันที่ทำให้ไปไม่ถึงต้นตอของปัญหา

ผศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

คําถามคือ เราคิดว่าการขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนในประเทศนี้หรือเปล่า หากเป็นสิทธิพื้นฐานจะให้ขาดทุนเท่าไหร่รัฐก็ต้องทุ่ม แต่รัฐไม่คิดว่าเป็นต้นทุนที่รัฐต้องช่วย ทั้งที่ต้นทุนความปลอดภัยนี้รัฐช่วยได้เยอะมาก ที่ผ่านมารัฐลงทุนมากมายกับโครงสร้างพื้นฐาน ถนน รถไฟ สนามบิน แต่ลงทุนน้อยมากกับรถตู้ เรามีปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในธุรกิจการเดินทางสาธารณะ จึงเป็นเหตุผลที่คนจนรับต้นทุนการเดินทางสูงกว่าคนชั้นกลางหรือคนรวย ถ้าประเทศให้การอุดหนุนรถไฟฟ้าสายสีม่วงทุกวันแต่เราต้องนึกถึงการอุดหนุนความปลอดภัยของคนที่ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯด้วย เราต้องทำให้รัฐคิดว่าการเดินทางสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐานเสียก่อน

รัฐต้องลดภาษีนำเข้า ให้ต้นทุนผู้ประกอบการต่ำลง ให้สามารถเข้าถึงการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำได้ ส่วนความรับผิดชอบนั้น เสนอว่าต้องใช้แบบออสเตรเลียหรือนิวยอร์ก มีแนวคิดเรื่องห่วงโซ่ความรับผิดชอบ คนในวินทำผิดแล้ววินต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ถ้าทำผิดเกิน วินนั้นก็ไม่สามารถวิ่งต่อได้ต้องใช้วินอื่น เราต้องส่งเสริมเอกชนให้เขาดำเนินกิจการได้ดีด้วย

ปัจจุบันการปฏิบัติมักไม่เป็นไปตามกฎหมาย ผมเองก็ไม่พบการตรวจสอบคนขับและสภาพรถก่อนออกรถจากวิน อนาคตต้องสร้างกลไกนี้ขึ้นมา ในระยะสั้นถ้าเรารู้ว่าสงกรานต์มีคนจะเดินทางเท่าไหร่ ปัญหาที่คนขับวิ่งรอบเยอะเพราะรถไม่พอ ถ้าเรารู้ทุกปีว่ารถไม่พอ เราจะเสริมรถได้ด้วยวิธีการไหนบ้าง ทำอย่างไรให้คนขับไม่ต้องวิ่งรอบเยอะแต่ได้รายได้ที่ควรจะเป็น

รศ.ดร.ศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

การใช้รถตู้เป็นรถโดยสารสาธารณะนั้น เราศึกษาสถิติการเกิดอุบัติเหตุพบว่าสูงกว่ารถบัสมาก รถตู้ระหว่างจังหวัดมีอัตราการตายสูงกว่ารถบัสหนึ่งชั้น 5 เท่า รถตู้มีขนาดเล็กเมื่อนำมาใช้ต้องเพิ่มที่นั่ง มีปัญหาเรื่องความแออัด รถตู้มีประตูเดียวเมื่อเกิดอุบัติเหตุประตูอาจเสียรูปเปิดไม่ได้ หน้าต่างก็มีขนาดเล็กหนีภัยลำบาก จำนวนที่แออัดก็ทำให้หนีภัยยากเข้าไปอีกเมื่อเกิดอุบัติเหตุจึงมีการสูญเสียมากกว่ารถขนาดใหญ่ โครงสร้างรถขนาดใหญ่ก็สามารถปกป้องผู้โดยสารได้มากกว่า ประเทศพัฒนาแล้วไม่มีประเทศไหนใช้รถตู้เป็นรถประจำทาง นิวซีแลนด์เองก็บังคับรถตู้ไม่ให้มีที่นั่งเกิน 12 ที่นั่ง และต้องเพิ่มประตูหนีไฟ

เราเสนอว่าเส้นทางระหว่างเมืองระยะทาง 100 กม.ขึ้นไป สมควรเปลี่ยนเป็นมินิบัส แต่ในเมืองอาจยังใช้รถตู้ได้ เพราะไม่สามารถใช้ความเร็วได้สูงนัก แต่แม้เราจะเปลี่ยนเป็นมินิบัส แต่หากคนขับยังมีพฤติกรรมขับรถไม่ปลอดภัยก็อาจแก้ปัญหาได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เราจึงเสนอให้เปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการ

รถตู้เกิดจากรถบัสให้บริการได้ไม่พอเพียง ไม่ครอบคลุมพื้นที่ ภาครัฐก็ไม่ได้สนับสนุนผู้ให้บริการ จึงเกิดช่องทางธุรกิจนำรถตู้มาวิ่ง มีข้อได้เปรียบที่ขนาดเล็กออกเร็วได้ ใช้ความเร็วสูงได้ ต้นทุนถูกกว่า ผู้ต้องการใช้รถบัสต้องไปสถานีขนส่งที่มักไกลเดินทางไม่สะดวก ในกรุงเทพฯเองก็มีแค่เอกมัยที่เชื่อมต่อรถไฟฟ้า ส่วนต่างจังหวัดก็จะอยู่ไกลเมืองเพราะย้ายออกจากพื้นที่แออัดออกไปนอกเมือง ทำให้รถตู้สามารถแย่งลูกค้าได้

มินิบัสถูกออกแบบมาเป็นรถโดยสารประจำทาง เมื่อเกิดอุบัติเหตุทำให้มีทางหนีทางรอดมากกว่า แต่แม้เราจะเปลี่ยนรถแต่หากคนขับยังมีแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมการขับรถที่ไม่ปลอดภัยก็ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนที่รัฐบาลประกาศเปลี่ยนรถอย่างรีบเร่งนั้นต้องดูอย่างรอบคอบ เราเสนอให้เปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เราต้องสังคายนาความต้องการเดินทางของคนทั้งประเทศ