“ชลน่าน” ถก กก.โรคติดต่อฯ ครั้งแรก เร่งฉีด HPV ล้านโดส ใน 100 วัน ไม่ซื้อวัคซีนโควิด

“ชลน่าน” ถก กก.โรคติดต่อฯ ครั้งแรก เร่งฉีด HPV ล้านโดส ใน 100 วัน ไม่ซื้อวัคซีนโควิด

เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2566 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกในฐานะรัฐมนตรีว่าการ สธ.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบเร่งรัดการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี (HPV) หรือมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงอายุ 11 – 20 ปี ทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบ รวมถึงกลุ่มแรงงาน เป้าหมาย 1 ล้านโดส ใน 100 วัน เป็นหนี่งในโครงการเร่งด่วน (Quick Win) มีแผนรณรงค์การฉีดคิกออฟเดือนตุลาคมนี้ โดยทำข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อเตรียมความพร้อมจัดแคมเปญรณรงค์

“ทั้งนี้ ต้องฉีด 2 เข็ม ระยะห่าง 6-12 เดือน ซึ่งเป้าหมายขณะนี้ยังมีผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดเข็มแรกอยู่พอสมควร โดยจะจัดให้มีการทะเบียนแจ้งความประสงค์การรับบริการทั้งเข็มแรก และเข็มที่ 2 จนครบ 1 ล้านโดส ที่เหลือมีแผนดำเนินการปี 2567 รูปแบบบริการจะให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เช่น การฉีดในสถานศึกษา และรถโมบาย” นพ.ชลน่าน กล่าว

Advertisement

รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบแผนการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ในปี 2567 จากเดิมที่ได้ทำสัญญากับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 60 ล้านโดส ขณะนี้เหลือส่งมอบ 19 ล้านโดส วงเงิน 6.4 หมื่นล้านบาท กรมควบคุมโรคจะการเจรจากับแอสตร้าฯ ปรับสัญญาเปลี่ยนจากวัคซีน 19 ล้านโดส มาเป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Long Acting Antibody : LAAB) จำนวน 36,000 โดส มูลค่า 2 พันล้านบาท ทำให้ประหยัดงบประมาณไปถึง 4 พันล้านบาท

“ในปี 2567 วัคซีนที่มีอยู่และที่รับริจาคมีเพียงพอรองรับทั้งในภาวะปกติและหากมีการระบาด โดยไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่ม ส่วนจะต้องฉีดเป็นเข็มกระตุ้นอย่างไร อยู่ที่คณะกรรมการวิชาการจะพิจารณาโดยคำถึงถึงสถานการณ์และคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก” นพ.ชลน่าน กล่าว

นอกจากนี้ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์โรคติดต่อที่ระบาดเพิ่มขึ้นในขณะนี้ ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ ได้สั่งการให้เพิ่มมาตรการป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียน เตรียมพร้อมทีม CDCU ในการสอบสวนควบคุมโรค และเร่งฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ใน 7 กลุ่มเสี่ยง และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ส่วนโรคฝีดาษวานร (Mpox) ซึ่งมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายรักชาย โดยมีความเสี่ยงจากการมีคู่เพศสัมพันธ์หลายคนหรือกับคนแปลกหน้า ซึ่ง สธ.ได้ให้ความสำคัญในการเฝ้าระวัง คัดกรอง แยกกักรักษาผู้ป่วย และสื่อสารถึงประชาชน โดยเน้นประชากรกลุ่มเสี่ยงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณาถึงอุบัติการณ์โรคทางเดินหายใจ ซึ่งหลังจากปรับโรคโควิด-19 เป็นโรคเฝ้าระวัง มีการผ่อนปรนมาตรการและลดการสวมหน้ากากอนามัย ที่ประชุมเห็นว่า ในช่วงฤดูฝนขณะนี้ ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจมากขึ้น จึงมีข้อเสนอให้ สธ.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความรู้ความเข้าใจในวิธีปฎิบัติการดูแลสุขอนามัยป้องกันโรค เช่น การสวมหน้ากากอนามัยในเวลาอยู่ในกลุ่มคนจำนวนมาก หรือในโรงเรียน ไม่ได้บังคับแต่เป็นการดูแลป้องกันตนเอง

ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการจัดหาวัคซีนฝีดาษ มาใช้ป้องกันโรคฝีดาษวานร ว่า องค์การอนามัยโลกได้ประสานจัดหาให้ประเทศไทยระยะแรกประมาณ 1,000 โดส อยู่ระหว่างการนำเข้า เนื่องจากมีจำกัด จะฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น บุคลการทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ กลุ่มพิเศษที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ส่วนยารักษา ขณะนี้มีสำรองไว้ 200 ราย ใช้ไปเพียงร้อยละ 10 เน้นใช้เฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง โรคนี้ติดต่อโดยการสัมผัส หากไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงไม่ต้องกังวล

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image