กพร.ขานรับนโยบาย ‘พิพัฒน์’ ปี’67 ตั้งเป้าอัพสกิลรองรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือกว่า 4 ล้านคน

3.10.23 | 15:25 น.

กพร.ขานรับนโยบาย “พิพัฒน์” ปี’67 ตั้งเป้าอัพสกิลรองรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือกว่า 4 ล้านคน

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 น.ส.บุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานเตรียมปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน ในปี 2567 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่พี่น้องแรงงานนั้น นับตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันเป็นต้นมา ประเทศไทยมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำทั้งหมด 4 ครั้ง ในรอบ 10 ปี ส่งผลให้กลุ่มผู้ประกอบการ นายจ้าง มีความกังวลจากการขึ้นค่าจ้างดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการผลิต โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะมีความชัดเจนว่า วันที่ 1 มกราคม 2567 คนไทยกลุ่มลูกจ้างจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน และจะขึ้นทั่วประเทศหรือไม่

ในเร็วๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตรียมที่จะหารือร่วมกับนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ เพื่อสรุปแนวทางที่ชัดเจนภายในเดือนพฤศจิกายน 2566 และประกาศเป็นของขวัญปีใหม่ปี 2567 ให้กลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณากำหนดค่าแรงขั้นต่ำ ประกอบด้วย ค่าครองชีพ ราคาสินค้าและบริการ ความสามารถของธุรกิจ สภาพเศรษฐกิจและสังคม และผลิตภาพแรงงาน ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างดังกล่าว จะช่วยให้แรงงานมีฐานะความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น ทำให้มีเงินมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ภาระค่าครองชีพสูง และเมื่อมีการจับจ่ายใช้สอยที่สูงขึ้น ทำให้รัฐบาลมีโอกาสที่จะจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นด้วย

น.ส.บุปผากล่าวว่า ในส่วนที่ กพร.ได้รับข้อสั่งการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คือ ให้เร่งดำเนินการ อัพสกิล (Upskills) รีสกิล (Reskills) ภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะในสาขาที่มีการปรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน เช่น สาขาช่างเชื่อม ซึ่งมีความต้องการ ทั้งสถานประกอบกิจการในประเทศและความต้องการในต่างประเทศ

Advertisement

“ในระยะสั้นนี้ จะมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเพื่อผลิตแรงงาน และอัพสกิลกลุ่มผู้ประกอบอาชีพงานช่างเชื่อม ให้มีความชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สำหรับสาขาอื่นๆ ได้ตั้งเป้าที่จะส่งเสริมให้ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือทั่วประเทศเพิ่มสาขาอาชีพ ให้ครอบคลุม 129 สาขา ที่ได้ประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือไปแล้ว รวมถึงมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริมศักยภาพแรงงาน ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากการพัฒนาทักษะให้แก่ลูกจ้างของตน โดยปี 2567 มีเป้าหมายยกระดับทักษะแรงงานรองรับการจ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานรวมกว่า 4 ล้านคน” น.ส.บุปผากล่าว

อธิบดี กพร.กล่าวว่า ต้นทุนค่าจ้างนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการ แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด ธุรกิจก็ต้องเทียบกับผลิตภาพแรงงาน หรือความสามารถในการทำงาน เพื่อสร้างสินค้าและบริการนั้นๆ ออกมาด้วย โดยผลิตภาพแรงงานนั้น เกิดจากการที่แรงงานมีทักษะ ความรู้ และความสามารถในการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีศักยภาพ เช่น มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะในการทำงานกับเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลที่มากขึ้น ทำให้สามารถผลิตสินค้าและบริการนั้นได้ด้วยต้นทุนที่ลดลง ซึ่งการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ และผลิตภาพแรงงาน ถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายแรงงาน ฝ่ายผู้ประกอบการ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ ที่ต้องสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมีจุดสมดุลของเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้อย่างเหมาะสม