ไอเดีย-ความคืบหน้า ปรับสายด่วนฉุกเฉิน ยุบ 1669 ใช้ 191 แทน
กระแสข่าวแนวคิดยุบสายด่วน 1669 ที่ให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ ไปรวมกับสายด่วน 191 แม้จะยังไม่ได้ข้อยุติ แต่อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สับสนในข้อมูล
สำหรับสายด่วน 1669 เป็นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. หน่วยงานภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 ที่เป็นตัวกลางประสานความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และท้องถิ่น ในการปฏิบัติงาน ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ความฉุกเฉินนั้น โดยมีการกำหนดให้ใช้หมายเลขฉุกเฉิน 1669 รับแจ้งเหตุผ่านศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด
ทั้งนี้ แม้จะเป็นสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน แต่กลับพบว่า จำนวนสายที่โทรเข้ามาในแต่ละปีมากกว่า 1 ล้านครั้ง โดยข้อมูลสถิติ 10 ปีย้อนหลัง เฉพาะสายที่โทรแจ้งเหตุ ไม่รวมสายที่โทรก่อกวน พบว่า ในปี 2555 มีการโทรเข้า 1,174,993 ครั้ง ปี 2556 โทรเข้า 1,231,088 ครั้ง ปี 2557 โทรเข้า 1,243,717 ครั้ง ปี 2558 โทรเข้า 1,373,274 ครั้ง ปี 2559 โทรเข้า 1,488,797 ครั้ง ปี 2560 โทรเข้า 1,579,743 ครั้ง ปี 2561 โทรเข้า 1,695,265 ครั้ง ปี 2562 โทรเข้า 1,794,605 ครั้ง ปี 2563 โทรเข้า 1,770,605 ครั้ง ปี 2564 โทรเข้า 1,806,925 ครั้ง และปี 2565 โทรเข้าถึง 1,859,522 ครั้ง
ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ.ยืนยันว่า ปัจจุบันสายด่วน 1669 ยังคงเปิดให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ตามปกติ ยังไม่มีการยุบสายใดๆ ส่วนเรื่องการปรับเปลี่ยน สายด่วน 1669 รวมกับสายด่วน 191 ยังอยู่ในแนวทางของการพัฒนาระบบในระยะยาว
เลขาธิการ สพฉ.บอกว่า ที่ผ่านมาข้อมูลจากบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT พบว่า มีการโทรศัพท์เข้าหมายเลข 1669 ปีละประมาณ 6 ล้านครั้ง ส่วนหมายเลข 191 อีก 5 ล้านครั้ง และมีแนวโน้มการโทรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อไปดูข้อมูลสายที่โทรเข้าเฉพาะหมายเลข 1669 เมื่อปี 2565 พบว่าเป็นเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น หรือคิดเป็นประมาณ 2 ล้านครั้ง อีก 2 ใน 3 เป็นเรื่องอื่นๆ เช่น รถเสีย งูเข้าบ้าน หรือเป็นการโทรก่อกวน เช่น เซ็กซ์โฟน เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้กระบวนการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินจริงๆ ถูกรบกวน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาที่นอกเหนือจากเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน
ด้วยปัญหาที่พบข้างต้น จึงเป็นที่มาของการยุบรวมสายด่วน 1669 กับหมายเลขฉุกเฉิน 191 ตามมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ในสมัยของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ให้มีการจัดให้มีบริการเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติหมายเลขเดียว (National Single Emergency Number) เหมือนกับในต่างประเทศที่ใช้หมายเลขเดียว เช่น 911 หรือ 112 ซึ่ง ณ ขณะนั้น ครม.มีมติกำหนดให้เบอร์ 191 เป็นหมายเลขฉุกเฉินแห่งชาติ ดังนั้น การดำเนินการจากนี้จึงเป็นบทบาทของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดสรรงบประมาณดำเนินการไว้ 7,000 ล้านบาท และ สพฉ.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงบดังกล่าว จึงไม่ทราบรายละเอียดการดำเนินงานในส่วนนี้ ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าว
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สพฉ.กล่าวว่า สำหรับสายด่วน 1669 ที่ดูแลโดย สพฉ. ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาให้เป็นระบบดิจิทัล เพื่อไปเชื่อมกับสายฉุกเฉิน 191
แต่สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ แม้จะมีการรวมสายฉุกเฉินไปที่ 191 แต่ศูนย์รับแจ้งฉุกเฉิน 1669 ที่ให้บริการประชาชนทั่วประเทศอย่างน้อย 80 ศูนย์ และหน่วยฉุกเฉินก็ยังมีเหมือนเดิม โดยสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นคือ จะมีการยกระดับหน่วยฉุกเฉิน ยกระดับผู้ปฏิบัติการฉุกเฉิน และยกระดับศูนย์รับแจ้งให้เป็นระบบดิจิทัล เพื่อไปเชื่อมกับสายฉุกเฉิน 191 ในอนาคต ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าว
ส่วนความกังวลที่ว่า หากรวมสายฉุกเฉินไปที่ 191 จะมีขั้นตอนมีเพิ่มมากขึ้น และทำให้ประชาชนที่ต้องการขอความช่วยเหลือด้านการแพทย์ฉุกเฉินเกิดความไม่มั่นใจนั้น ร.อ.นพ.อัจฉริยะอธิบายว่า ขั้นตอนจะเริ่มจากเจ้าหน้าที่ประจำเบอร์ฉุกเฉิน 191 คอยรับสาย ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจจะไม่ใช่บุคลากรการแพทย์ ดังนั้น จะต้องมีการอบรมเกี่ยวกับการรับสาย ไม่ว่าจะมีความเกี่ยวข้องด้านคดีความ ด้านการดับเพลิง ด้านกู้ภัย หรือด้านการช่วยเหลือชีวิต ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่รับสายด่วนจะต้องมีความรู้ในระดับหนึ่ง เพื่อคัดกรองปัญหาในขั้นต้นได้
ยกตัวอย่างกรณีสายที่ไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยเลย ก็จะต้องส่งเรื่องไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่หากมีผู้ป่วยเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องส่งเรื่องไปที่สายด่วน 1669 หรือทีมแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งขณะนี้มีศูนย์ให้บริการอยู่แล้วมากกว่า 80 ศูนย์ หลังจากที่ 1669 ได้รับเรื่องแล้ว ก็จะปฏิบัติงานตามปกติที่เป็นแนวปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินเดิม เช่น การคัดกรองเพื่อซักประวัติเพิ่มเติม การประเมินความฉุกเฉินของคนไข้ เพื่อที่จะส่งไปยังหน่วยงานที่เหมาะสม เช่น บางครั้งอาจเป็นหน่วยทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ก็ได้ ทั้งหมดนี้ เป็นการวางแผนสู่อนาคตในระยะยาว เพื่อรองรับการพัฒนาของประเทศที่จะเพิ่มการดูแลประชาชนที่มากขึ้น ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าว และว่า ข้อดีของการรวมศูนย์การรับแจ้งเหตุเป็นหมายเลขเดียวคือ หากเป็นเหตุฉุกเฉินที่ต้องมีหลายหน่วยลงไปในที่เกิดเหตุ เช่น เหตุตึกถล่ม มีทั้งคนเจ็บ คนตาย ศูนย์ก็สามารถสั่งการให้ตำรวจ หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ดับเพลิง กู้ภัย รับทราบและสั่งการให้ไปยังที่เกิดเหตุพร้อมๆ กันได้อย่างรวดเร็ว
ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าวว่า ปัจจุบันการโทรไปที่ศูนย์รับแจ้ง 1669 จะใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที ในการส่งรถ หรือส่งทีมออกไปช่วยเหลือ โดยการแบ่งระดับความฉุกเฉิน กลุ่มสีแดง ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก มีความฉุกเฉิน ทีมที่ออกไปจะต้องถึงผู้ป่วยภายใน 8 นาที กลุ่มสีเหลือง หรือกลุ่มสีเขียว ที่มีความฉุกเฉินรองลงมา อาจจะใช้เวลา 15-30 นาทีตามความฉุกเฉินของเหตุการณ์ ทั้งนี้ ขั้นตอนการรับแจ้งเหตุใช้เวลาไม่นาน
แต่ที่นาน เพราะการหาพิกัดของจุดเกิดเหตุ ดังนั้น จะต้องมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยรองรับ ซึ่งจะสอดรับกับกฎหมาย กสทช. ที่ประกาศออกมาล่าสุด ระบุว่า หาก
ผู้ใช้งานโทรศัพท์ที่เป็นการโทรสายทั่วไป ทุกคนจะมีความคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว แต่หากเป็นการโทรเข้าหมายเลขฉุกเฉินแห่งชาติ ผู้โทรต้องเสียสิทธิความเป็นส่วนตัวนั้นทันที
นั่นแปลว่า ศูนย์รับแจ้งจะเห็นพิกัดของผู้โทรทันทีตามระบบ AML หรือ Automatic Mobile Location เป็นการเปิดพิกัดโดยอัตโนมัติ ซึ่งหลายๆ ประเทศใช้ระบบนี้ในหมายเลขฉุกเฉินของประเทศ และข้อดีอีกอย่างคือ หากเป็นการโทรก่อกวน ก็จะสามารถรู้พิกัดของผู้โทรได้ทันที ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าว
นอกจากนั้น ในอนาคตอาจมีการติดระบบ GPS ในหน่วยบริการของตำรวจ ดับเพลิง หรือหน่วยของการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และเชื่อว่า 191 กำลังทำเรื่องนี้อยู่ ในส่วนของ 1669 ก็กำลังพัฒนาระบบ ซึ่งการดำเนินการต่างๆ จะมีการนำร่องในบางพื้นที่ เลขาธิการ สพฉ.กล่าวทิ้งท้าย

