ภาคประชาชนจับตา “บอร์ดพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ” ลั่น! ต้องแก้ปัญหาระดับปท.ได้จริง

10.10.23 | 13:25 น.

ภาคประชาชนจับตา “บอร์ดพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ” ลั่น! ต้องแก้ปัญหาระดับปท.ได้จริง

กรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 มีกรรมการรวม 23 คน ซึ่งต่อมามีการตั้งข้อสังเกตว่าเข้าข่ายเป็นการครอบงำการบริหารจัดการระบบสุขภาพของประเทศโดยพรรคเพื่อไทย จะเกิดการบูรณาการงานทุกภาคส่วนได้จริงหรือไม่ เนื่องจากในกรรมการชุดนี้ มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นรองประธานฯ ด้วย และจะมีการประชุมนัดแรกในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ นั้น

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (AIDS Access) ในฐานะภาคประชาชนแวดวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า มองว่าทางฝ่ายการเมืองที่เป็นรัฐบาล แล้วมีนโยบายเรื่องสุขภาพ ก็มีความต้องการผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ก็ต้องไปหากลไกมาตอบโจทย์นโยบายนั้น ตนจึงมีความเห็นส่วนตัวว่า พรรคการเมืองเองอาจจะมองว่ากลไกสุขภาพที่มีอยู่เดิม อาจจะไม่ตอบโจทย์ จึงต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งหลังจากตั้งมาแล้วนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำคือ ตอบคำถามให้ได้ว่า คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติชุดใหม่นี้ มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่

นายนิมิตร์ กล่าวว่า เมื่อดูสัดส่วนของคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติชุดนี้ ก็พบว่า ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีอยู่ในสัดส่วนของกรรมการ 23 คน ทั้งๆ ที่ สช.ดูเรื่องนโยบายสุขภาพใหญ่ของประเทศ แต่กลับไม่มีรายชื่อในกรรมการ จึงมองว่าพรรคการเมืองอาจคิดว่ากลไกเดิมอย่าง สช.ไม่สามารถตอบสนองนโยบายของพรรคได้

“เข้าใจได้ว่า พรรคการเมืองต่างอยากเข้ามาแก้ไขเรื่องนี้ แต่ถ้าจะเข้ามาแก้ไขก็จะต้องเป็นกลไกที่ตอบโจทย์ได้จริงๆ ทั้งนี้ จะต้องดูทิศทางการขับเคลื่อนของคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติชุดนี้ว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างไร เช่น นโยบายสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ซึ่งทางภาคประชาชนก็จะจับตาดูเรื่องนี้อยู่” นายนิมิตร์ กล่าว

Advertisement

ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวต่อไปว่า มีข้อเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติชุดนี้ เพื่อแก้ไขเรื่องที่เป็นปัญหาระบบสุขภาพของประเทศ เช่น การมีหลายกองทุนสุขภาพ ที่ไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณที่ต่างคนต่างใช้ ทั้งยังซ้ำซ้อนและมีความเหลื่อมล้ำในการใช้สิทธิ เป็นโจทย์ว่าคณะกรรมการฯ ชุดนี้ จะเข้ามาแก้เรื่องนี้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขได้จากหน่วยงานเดียวอย่าง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพราะว่ามีความเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง

“หรืออีกเรื่องหนึ่งที่ภาคประชาชนผลักดันอยู่ อย่างเช่น การทำประกันสุขภาพให้แรงงานข้ามชาติ ที่เราพบปัญหาเรื่องบัตรสุขภาพแรงงาน หรือบัตรสีชมพู เมื่อแรงงานป่วยไปโรงพยาบาล หลายโรคที่มีค่าใช้จ่าย หลายโรงพยาบาลก็ไม่อยากรับรักษา ไม่อยากขายให้ในปีถัดไป ดังนั้น เรื่องเหล่านี้ควรมีระบบใหญ่ของประเทศเข้ามาจัดการ เช่น มีหน่วยงานของประเทศอย่าง สปสช. เป็นผู้ขายบัตรสุขภาพให้แรงงาน หรือนักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศมาแต่ไม่มีประกันสุขภาพ สปสช.ก็ไปตามจ่ายให้กับโรงพยาบาล ทั้งหมดนี้จะเป็นการตอบโจทย์เศรษฐกิจสุขภาพของประเทศได้” นายนิมิตร์ กล่าว